ผลตรวจสุขภาพประจำปีมาถึง ค่าน้ำตาลปกติ ความดันพอไหว แต่บรรทัดอัลตราซาวด์ช่องท้องเขียนไว้สั้นๆ ว่า Fatty liver หลายคนอ่านแล้วงงทันที เพราะไม่ได้ดื่มเหล้าเป็นประจำ บางคนก็ไม่ได้อ้วนด้วยซ้ำ แล้วไขมันไปพอกตับได้อย่างไร
ไขมันพอกตับ คือภาวะที่มีไขมันสะสมในเซลล์ตับเกินกว่าปกติ (มากกว่าราว 5% ของเซลล์ตับ) ปัจจุบันวงการแพทย์ใช้ชื่อใหม่สำหรับกลุ่มที่ไม่ได้เกิดจากเหล้าว่า MASLD และประเมินกันว่าผู้ใหญ่ทั่วโลกราว 1 ใน 3 มีภาวะนี้ ปัญหาคือมันแทบไม่มีอาการ คนส่วนใหญ่จึงรู้ตัวจากผลตรวจเลือดหรืออัลตราซาวด์ ไม่ใช่จากความรู้สึกของร่างกาย
บทความนี้จะชวนดูว่าทำไมคนไม่ดื่มเหล้าก็เป็นได้ สัญญาณเงียบๆ ที่ร่างกายส่งมามีอะไรบ้าง โรคนี้ไปได้ไกลแค่ไหน ต้องตรวจอะไร และที่สำคัญที่สุดคือ กินและขยับอย่างไรให้ตับกลับมาดีขึ้น
ไม่ดื่มเหล้า ทำไมยังเป็นไขมันพอกตับได้
ไขมันพอกตับส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากเหล้า แต่เกิดจากความผิดปกติด้านเมตาบอลิซึม เช่น ภาวะดื้ออินซูลิน น้ำหนักเกิน ไขมันหน้าท้อง น้ำตาลในเลือดสูง และไขมันในเลือดสูง พอร่างกายรับพลังงานเกินกว่าที่ใช้ และอินซูลินทำงานได้ไม่ดี ตับจะเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินเป็นไขมันแล้วเก็บไว้ในตัวเอง ไม่ต่างจากห้องเก็บของที่ถูกยัดจนล้น
NAFLD กลายเป็น MASLD ชื่อใหม่ที่บอกต้นเหตุชัดขึ้น
ปี 2023 สมาคมโรคตับนานาชาติหลายแห่งตกลงเปลี่ยนชื่อจาก NAFLD (Non-alcoholic fatty liver disease) เป็น MASLD (Metabolic dysfunction-associated steatotic liver disease) และเปลี่ยน NASH เป็น MASH เหตุผลคือชื่อเดิมบอกแค่ว่า "ไม่ได้เกิดจากเหล้า" แต่ไม่ได้บอกว่าเกิดจากอะไร ชื่อใหม่ชี้ไปที่ต้นเหตุตรงๆ คือเมตาบอลิซึมของร่างกาย ใครที่เห็นทั้งสองชื่อในผลตรวจหรือบทความต่างๆ ให้เข้าใจว่าเป็นกลุ่มโรคเดียวกัน
ผอมก็เป็นไขมันพอกตับได้
งานวิเคราะห์รวมใน The Lancet Gastroenterology & Hepatology ปี 2020 พบว่าราว 40% ของคนที่มีไขมันพอกตับไม่ได้อยู่ในเกณฑ์อ้วน และราว 1 ใน 5 มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ คนเอเชียเจอแบบนี้บ่อย เพราะมักสะสมไขมันที่หน้าท้องและในช่องท้องแม้ตัวเลขบนตาชั่งจะดูปกติ ตัวเลขที่บอกอะไรได้มากกว่าน้ำหนักจึงเป็น รอบเอว
น้ำหวาน แป้งขัดขาว และฟรุกโตส ตัวการที่ไม่มีแอลกอฮอล์
น้ำตาลโดยเฉพาะฟรุกโตสถูกส่งไปจัดการที่ตับเป็นหลัก ถ้าได้รับมากเกิน ตับจะเปลี่ยนเป็นไขมันได้ง่าย แนวทางเวชปฏิบัติของยุโรปปี 2024 จึงแนะนำให้เลี่ยงเครื่องดื่มที่เติมน้ำตาลและอาหารแปรรูปสูง ชานมไข่มุกวันละแก้ว กาแฟเย็นหวานปกติ และน้ำผลไม้กล่อง จึงอาจกระทบตับได้ไม่น้อยกว่าเบียร์ในวงเหล้าเลย
ใครเสี่ยงไขมันพอกตับมากที่สุด
- คนที่มีรอบเอวเกิน สำหรับคนเอเชีย ผู้ชายตั้งแต่ 90 เซนติเมตร ผู้หญิงตั้งแต่ 80 เซนติเมตร
- คนที่เป็นเบาหวานหรือเริ่มมีน้ำตาลสูง รวมถึงภาวะก่อนเบาหวาน
- คนที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง HDL ต่ำ หรือความดันสูง
- ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนและผู้หญิงที่มีภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS)
- คนที่นอนกรนและมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งสัมพันธ์กับภาวะดื้ออินซูลิน
- คนที่มีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นโรคตับหรือเบาหวาน พันธุกรรมมีส่วน แต่ไม่ได้ตัดสินทั้งหมด
ถ้าเข้าข่ายหลายข้อ ไขมันพอกตับอาจไม่ใช่เรื่องไกลตัว แม้จะดื่มเหล้าแค่ตามงานเลี้ยงก็ตาม
เช็ก 5 สัญญาณไขมันพอกตับ ที่ร่างกายส่งมาเงียบๆ
ตับไม่มีปลายประสาทรับความเจ็บอยู่ในเนื้อตับ ไขมันพอกตับระยะแรกจึงแทบไม่ทำให้เจ็บ สัญญาณที่ร่างกายส่งมาเลยเป็นเรื่องเล็กๆ ที่คนมักไม่โยงเข้ากับตับ ลองเช็ก 5 ข้อนี้
1. รอบเอวขยาย ทั้งที่น้ำหนักไม่ค่อยขึ้น
กางเกงตัวเดิมเริ่มคับเอว แต่ตาชั่งขยับไม่มาก นี่คือสัญญาณของไขมันในช่องท้อง ซึ่งเป็นไขมันชนิดที่สัมพันธ์กับไขมันพอกตับมากที่สุด วิธีวัดง่ายๆ คือวัดรอบเอวผ่านสะดือตอนหายใจออก ถ้าเกินครึ่งหนึ่งของส่วนสูง ถือว่าควรระวัง
2. เพลียง่าย ทั้งที่นอนพอ
อาการอ่อนเพลียเป็นอาการที่คนมีไขมันพอกตับเล่าบ่อยที่สุด แม้จะเป็นอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจงและเกิดจากสาเหตุอื่นได้อีกมาก ถ้าเพลียเรื้อรังร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยงข้างบน ควรตรวจตับไปพร้อมกัน
ส่วนใครที่เพลียแบบมือเท้าชาร่วมด้วย อาจเป็นเรื่องวิตามินบี อ่านต่อได้ที่บทความ วิตามินบีรวม
3. จุกแน่นใต้ชายโครงขวา
บางคนรู้สึกตื้อๆ แน่นๆ ใต้ชายโครงด้านขวา โดยเฉพาะหลังกินอิ่ม เพราะตับที่โตขึ้นไปดึงเยื่อหุ้มตับซึ่งมีเส้นประสาท อาการนี้ไม่ได้เกิดกับทุกคน และถ้าปวดแรงร่วมกับมีไข้ ควรไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นเรื่องถุงน้ำดีหรือโรคอื่น
4. ผิวหนังที่คอหรือรักแร้ดำหนาเป็นปื้น
ผิวหนังที่ข้างคอ รักแร้ หรือข้อพับ ดำคล้ำและหนาคล้ายกำมะหยี่ ขัดเท่าไรก็ไม่ออก ภาวะนี้เรียกว่า Acanthosis nigricans เป็นสัญญาณของภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งเป็นรากเดียวกับไขมันพอกตับ ไม่ใช่เรื่องความสะอาด
5. ผลตรวจเลือดมีตัวเลขสีแดง
ค่า ALT (SGPT) สูงกว่าปกติ ไตรกลีเซอไรด์สูง HDL ต่ำ น้ำตาลในเลือดหรือ HbA1c เริ่มเกิน ตัวเลขเหล่านี้คือภาษาที่ตับใช้ส่งสัญญาณ แต่มีข้อควรรู้คือ ค่าตับปกติก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีไขมันพอกตับ เพราะคนจำนวนไม่น้อยที่มีไขมันพอกตับ ค่าตับยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ
สัญญาณที่บอกว่าเลยระยะเงียบไปแล้ว
ถ้าเจออาการกลุ่มนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ควรรอปรับอาหารเอง ให้ไปพบแพทย์โดยเร็ว
- ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปัสสาวะสีเข้มเหมือนชา
- ท้องโตขึ้นจากน้ำในช่องท้อง หรือขาบวมกดบุ๋ม
- ฟกช้ำง่าย เลือดออกง่าย หรือมีจุดแดงคล้ายแมงมุมที่หน้าอก
- อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ หรือสับสน ง่วงซึมผิดปกติ
ไขมันพอกตับมีกี่ระยะ และอันตรายแค่ไหน
ไขมันพอกตับแบ่งตามความรุนแรงได้ 4 ระยะ ได้แก่ ไขมันสะสมอย่างเดียว ตับอักเสบจากไขมัน (MASH) มีพังผืดในตับ และตับแข็ง สองระยะแรกยังย้อนกลับได้ดี ส่วนพังผืดระยะต้นถึงกลางก็ยังดีขึ้นได้ถ้าลดน้ำหนักได้มากพอ สิ่งที่แพทย์ให้ความสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่ปริมาณไขมัน แต่เป็นปริมาณพังผืด
| ระยะ | เกิดอะไรขึ้นในตับ | ย้อนกลับได้ไหม |
|---|---|---|
| 1. ไขมันสะสม (Steatosis) | มีไขมันในเซลล์ตับ แต่ยังไม่อักเสบ | ได้ดี |
| 2. ตับอักเสบจากไขมัน (MASH) | เซลล์ตับอักเสบและเริ่มบาดเจ็บ | ได้ |
| 3. พังผืดในตับ (Fibrosis) | แผลเป็นค่อยๆ ก่อตัวแทนเนื้อตับ | ระยะต้นถึงกลางยังดีขึ้นได้ |
| 4. ตับแข็ง (Cirrhosis) | พังผืดเต็มตับ ตับทำงานแย่ลง | ส่วนใหญ่ไม่ได้ ทำได้แค่ชะลอ |
"เกรด 1-2-3" ในผลอัลตราซาวด์ ไม่ใช่ระยะของโรค
จุดที่หลายคนเข้าใจผิดบ่อยมาก ผลอัลตราซาวด์ที่เขียนว่า Fatty liver grade 1, 2 หรือ 3 คือการประเมินว่ามี ไขมันมากหรือน้อย ไม่ได้บอกว่ามีพังผืดแล้วหรือยัง คนที่ได้เกรด 1 จึงไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป และคนที่ได้เกรด 3 ก็ไม่ได้แปลว่าใกล้ตับแข็ง การจะรู้เรื่องพังผืดต้องตรวจเพิ่ม ซึ่งจะพูดถึงในหัวข้อถัดไป
ไขมันพอกตับกลายเป็นตับแข็งได้ไหม ใช้เวลานานแค่ไหน
ได้ แต่ไม่ใช่ทุกคน และมักใช้เวลานานหลายปี งานวิเคราะห์รวมใน Clinical Gastroenterology and Hepatology ปี 2015 พบว่า ในกลุ่มที่มีไขมันสะสมอย่างเดียว พังผืดเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1 ระดับทุกราว 14 ปี ส่วนกลุ่มที่ตับอักเสบแล้ว เร็วขึ้นเป็นทุกราว 7 ปี เมื่อเป็นตับแข็งแล้วจะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับ และพบมะเร็งตับในไขมันพอกตับบางรายได้แม้ยังไม่ถึงขั้นตับแข็ง ข่าวดีคือเวลาหลายปีนี้คือช่วงที่เรายังแก้ทัน
ภัยที่ใหญ่กว่าตับ คือหัวใจ
อีกเรื่องที่หลายคนไม่รู้ คือสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นของคนที่มีไขมันพอกตับไม่ใช่โรคตับ แต่เป็น โรคหัวใจและหลอดเลือด เพราะต้นเหตุเดียวกันอย่างภาวะดื้ออินซูลินและไขมันในเลือดสูง กระทบทั้งตับและหลอดเลือดไปพร้อมกัน ไขมันพอกตับจึงเป็นเหมือนไฟเตือนบนหน้าปัดรถ ที่บอกว่าเครื่องยนต์ทั้งคันต้องได้รับการดูแล ไม่ใช่แค่ชิ้นส่วนเดียว
ตรวจไขมันพอกตับ ต้องตรวจอะไรบ้าง
การตรวจไขมันพอกตับมี 2 คำถามที่ต้องตอบ คือ มีไขมันในตับไหม และมีพังผืดแล้วหรือยัง อัลตราซาวด์ตอบคำถามแรก ส่วนคำถามที่สองต้องใช้การคำนวณจากผลเลือดหรือเครื่องวัดความแข็งของตับ
อัลตราซาวด์ช่องท้อง
เป็นการตรวจที่พบไขมันพอกตับบ่อยที่สุด ไม่เจ็บ และมีในโปรแกรมตรวจสุขภาพหลายแห่ง ข้อจำกัดคือจะเห็นชัดเมื่อไขมันสะสมมากพอสมควร ถ้ามีไขมันน้อยอาจตรวจไม่พบ และบอกเรื่องพังผืดไม่ได้
ค่าตับ SGOT (AST) และ SGPT (ALT)
ค่าตับสูงบอกว่าเซลล์ตับกำลังบาดเจ็บ แต่บอกไม่ได้ว่าเกิดจากไขมัน ยา ไวรัส หรือเหล้า แพทย์จึงมักตรวจไวรัสตับอักเสบบีและซี และถามเรื่องยาหรืออาหารเสริมที่กินอยู่ร่วมด้วย เพื่อตัดสาเหตุอื่นออกก่อน
FIB-4 และ FibroScan ตัวช่วยดูพังผืด
FIB-4 คือคะแนนที่คำนวณจากอายุ ค่า AST ค่า ALT และเกล็ดเลือด ซึ่งเป็นค่าที่อยู่ในผลตรวจเลือดทั่วไปอยู่แล้ว แนวทางของสมาคมโรคตับอเมริกา (AASLD) ปี 2023 แนะนำให้ใช้คัดกรองเป็นด่านแรก ถ้าคะแนนต่ำกว่า 1.3 ถือว่าความเสี่ยงพังผืดมากต่ำ ถ้าคะแนนอยู่ในช่วงกลางหรือสูง แพทย์มักส่งตรวจ FibroScan ต่อ เป็นเครื่องที่ใช้คลื่นเสียงวัดความแข็งของตับและปริมาณไขมัน ใช้เวลาไม่กี่นาที ไม่เจ็บ และไม่ต้องเจาะ ราคาขึ้นกับแต่ละโรงพยาบาล ควรสอบถามก่อนนัด
ผลตรวจสุขภาพเจอไขมันพอกตับ ทำอะไรต่อดี
- อย่าเพิ่งตกใจ และอย่าเพิ่งปล่อยผ่าน ไขมันพอกตับเจอบ่อยมาก และส่วนใหญ่ยังอยู่ในระยะที่แก้ได้
- ดูตัวเลขอื่นในผลตรวจ น้ำตาล HbA1c ไขมันในเลือด ความดัน และรอบเอว เพราะมักมาคู่กัน
- ปรึกษาแพทย์อายุรกรรมหรือแพทย์ระบบทางเดินอาหารและตับ เพื่อประเมินพังผืด เช่น คำนวณ FIB-4 หรือส่งตรวจ FibroScan
- บอกแพทย์ให้ครบ ทั้งปริมาณเหล้าที่ดื่มจริง ยา สมุนไพร และอาหารเสริมที่กินอยู่
- เริ่มปรับอาหารและการขยับตั้งแต่วันนี้ ไม่ต้องรอผลตรวจครั้งหน้า
กินอย่างไรให้ตับเบาลง
อาหารสำหรับคนเป็นไขมันพอกตับไม่ได้มีเมนูวิเศษ หลักคือคุมพลังงานรวมให้ลดน้ำหนักได้ ลดน้ำตาลและอาหารแปรรูป แล้วเพิ่มผัก ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว ปลา และไขมันดี แนวทางของยุโรปแนะนำรูปแบบอาหารเมดิเตอร์เรเนียนเป็นหลัก ซึ่งปรับมาใช้กับอาหารไทยได้ไม่ยาก
ไขมันพอกตับควรกินอะไร
- ผักครึ่งจาน ผักใบเขียว ผักลวก แกงจืด ต้มจืด แกงส้ม ช่วยให้อิ่มนานโดยไม่ได้พลังงานเยอะ
- โปรตีนจากปลา ไก่ไม่ติดหนัง เต้าหู้ ไข่ และถั่ว ปลาทู ปลาแซลมอน ปลาซาบะ ให้ไขมันโอเมก้า 3 ด้วย
- ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หรือข้าวขาวในปริมาณที่ลดลง ประมาณหนึ่งในสี่ของจาน
- ไขมันดีในปริมาณพอดี เช่น ถั่วอบไม่เค็ม อะโวคาโด น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันรำข้าว
อาหารที่คนเป็นไขมันพอกตับควรเลี่ยง
- เครื่องดื่มหวานทุกชนิด ชานม กาแฟเย็นหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้กล่อง ตัวนี้ควรตัดก่อนอย่างอื่น
- ของทอด ของมัน หมูสามชั้น หนังไก่ และอาหารแปรรูปอย่างไส้กรอก หมูยอ เบคอน
- แป้งขัดขาวและขนมหวาน ขนมปังขาว เบเกอรี่ โดนัท ขนมไทยที่ใส่น้ำตาลมาก
- แอลกอฮอล์ แม้ไขมันพอกตับจะไม่ได้เกิดจากเหล้า แต่เหล้าซ้ำเติมตับที่มีไขมันอยู่แล้ว ควรงดหรือลดให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะคนที่เริ่มมีพังผืด
| แทนที่จะกิน | ลองเปลี่ยนเป็น |
|---|---|
| ชานมไข่มุก หรือกาแฟเย็นหวานปกติ | กาแฟดำ ชาไม่หวาน หรือหวานน้อยแล้วค่อยๆ ลด |
| ไก่ทอด หมูทอด | ไก่ย่าง ปลานึ่ง หรือต้มยำน้ำใส |
| ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู | ข้าวกล้องกับกับข้าวผัดน้ำมันน้อย และผักเพิ่ม |
| น้ำผลไม้กล่อง | ผลไม้สดทั้งลูก 1 กำมือ |
| ขนมกรุบกรอบตอนบ่าย | ถั่วอบไม่เค็ม 1 กำมือ หรือโยเกิร์ตไม่หวาน |
ผลไม้กินได้ไหม
กินได้ เพราะผลไม้สดทั้งลูกมีใยอาหารที่ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล แต่ควรกินพอดีวันละประมาณ 2 ถึง 3 ส่วน (ส่วนละประมาณ 1 กำมือ) ผลไม้ที่หวานน้อยอย่างฝรั่ง แอปเปิล ส้ม และเบอร์รี่ เป็นตัวเลือกที่ดี ส่วนทุเรียน ขนุน มะม่วงสุก ลำไย กินได้แต่ควรกินแค่นิดหน่อย และสิ่งที่ควรเลี่ยงจริงๆ คือน้ำผลไม้ ผลไม้เชื่อม และผลไม้อบแห้งเติมน้ำตาล
ไข่ ข้าว และกาแฟ กินได้ไหม
ไข่ กินได้ เป็นโปรตีนที่ดีและราคาไม่แพง เลือกต้มหรือนึ่งแทนทอด ส่วนคนที่มีไขมันในเลือดสูงร่วมด้วย ควรถามแพทย์ว่ากินได้วันละกี่ฟอง ข้าว กินได้ แต่ลดปริมาณลงและเปลี่ยนเป็นข้าวไม่ขัดสีบ่อยขึ้น กาแฟ งานวิจัยเชิงสังเกตหลายชิ้นพบว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำมีแนวโน้มพังผืดในตับน้อยกว่า แต่หลักฐานนี้หมายถึงกาแฟที่ไม่ใส่น้ำตาลและครีมเทียม และยังไม่ได้แปลว่ากาแฟรักษาไขมันพอกตับได้
ทำ IF ช่วยไหม
การทำ IF (Intermittent Fasting) ช่วยได้ในแง่ที่ทำให้กินพลังงานรวมน้อยลง ซึ่งนำไปสู่การลดน้ำหนัก งานวิจัยที่เทียบกันส่วนใหญ่ยังไม่พบว่า IF ดีกว่าการคุมแคลอรีแบบปกติอย่างชัดเจน ดังนั้นรูปแบบที่ดีที่สุดคือแบบที่ทำได้ต่อเนื่องในชีวิตจริง ส่วนคนที่เป็นเบาหวานและใช้ยาลดน้ำตาล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนอดอาหาร เพราะเสี่ยงน้ำตาลต่ำ
ขยับแบบไหน ช่วยลดไขมันพอกตับได้จริง
การออกกำลังกายช่วยลดไขมันในตับได้ แม้น้ำหนักจะลดไม่มาก เป้าหมายที่แนวทางส่วนใหญ่ใช้ตรงกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) คือออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือระดับหนักอย่างน้อย 75 นาทีต่อสัปดาห์ ร่วมกับฝึกกล้ามเนื้ออย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์
คาร์ดิโอหรือเวท แบบไหนดีกว่า
ทั้งสองแบบช่วยได้ คาร์ดิโออย่างเดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ ช่วยเผาผลาญพลังงาน ส่วนการฝึกกล้ามเนื้อช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นที่ที่ร่างกายใช้เก็บและเผาน้ำตาล ทำให้อินซูลินทำงานดีขึ้น ใครที่เข่าไม่ดีหรือน้ำหนักเยอะ เริ่มจากว่ายน้ำ เดินในน้ำ หรือปั่นจักรยานอยู่กับที่ก่อนก็ได้
เดินวันละกี่ก้าวถึงจะช่วย
ยังไม่มีตัวเลขก้าวที่ยืนยันว่าช่วยลดไขมันพอกตับโดยเฉพาะ วิธีคิดที่ง่ายกว่าคือแบ่ง 150 นาทีเป็นเดินเร็ววันละ 30 นาที 5 วัน เดินเร็วในที่นี้คือเดินจนหายใจแรงขึ้น พูดได้แต่ร้องเพลงไม่ได้ ถ้าเวลาน้อย แบ่งเป็นช่วงละ 10 นาทีหลังมื้ออาหารก็ได้ และการลุกเดินบ่อยๆ ระหว่างวันก็ช่วยลดผลเสียจากการนั่งนาน ซึ่งเป็นปัญหาหลักของคนวัยทำงาน
นอนให้พอ และอย่าลืมเรื่องนอนกรน
การนอนน้อยทำให้ฮอร์โมนหิวอิ่มรวน อยากของหวานมากขึ้น และอินซูลินทำงานแย่ลง ส่วนคนที่นอนกรนเสียงดัง สะดุ้งตื่นกลางดึก หรือง่วงมากตอนกลางวัน อาจมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งสัมพันธ์กับไขมันพอกตับ ควรเล่าให้แพทย์ฟังด้วย
ไขมันพอกตับหายได้ไหม ใช้เวลานานแค่ไหน
ไขมันพอกตับหายได้ และหลายคนกลับมาเป็นตับปกติได้ เครื่องมือที่ได้ผลที่สุดคือการลดน้ำหนัก การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Gastroenterology ปี 2015 ซึ่งติดตามผู้ป่วยตับอักเสบจากไขมันที่ตรวจชิ้นเนื้อตับก่อนและหลัง 52 สัปดาห์ พบว่ายิ่งลดน้ำหนักได้มาก ตับยิ่งดีขึ้น
| ลดน้ำหนักได้ | ผลที่พบต่อตับ |
|---|---|
| ประมาณ 3–5% | ไขมันในตับเริ่มลดลง |
| ประมาณ 7–10% | การอักเสบในตับดีขึ้นชัดเจน |
| ตั้งแต่ 10% ขึ้นไป | มีโอกาสสูงที่ตับอักเสบจะหาย และพังผืดอาจลดลง |
ถ้าหนัก 80 กิโลกรัม เป้าแรกคือลด 4 ถึง 8 กิโลกรัม ฟังดูทำได้จริงกว่าการต้องผอมลงแบบเห็นได้ชัด แนวทางส่วนใหญ่แนะนำให้ลดอย่างค่อยเป็นค่อยไป ประมาณครึ่งกิโลถึง 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ เพราะการลดเร็วเกินไปด้วยการอดอาหารหนักๆ อาจทำให้ตับอักเสบมากขึ้นได้
ใช้เวลานานแค่ไหน
ไขมันในตับตอบสนองเร็ว หลายคนเห็นไขมันลดลงภายในไม่กี่เดือนหลังปรับอาหารและออกกำลังกายจริงจัง แต่การอักเสบและพังผืดต้องใช้เวลานานกว่า โดยทั่วไปประเมินกันเป็นปี แพทย์มักนัดตรวจซ้ำตามความเสี่ยงของแต่ละคน และสิ่งสำคัญคือต้องรักษาน้ำหนักที่ลดได้ไว้ ไม่อย่างนั้นไขมันก็กลับมาพอกใหม่ได้
มียารักษาไขมันพอกตับไหม
สำหรับไขมันพอกตับระยะแรก การปรับพฤติกรรมยังเป็นการรักษาหลัก ตั้งแต่ปี 2024 องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) เริ่มอนุมัติยาสำหรับตับอักเสบจากไขมันที่มีพังผืดระดับปานกลางถึงมาก ซึ่งเป็นยาที่ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น นอกจากนี้แพทย์อาจใช้ยาเพื่อคุมโรคที่มาคู่กัน เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือด หรือความดัน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจไปด้วย
อาหารเสริมบำรุงตับ และการล้างพิษตับ ช่วยได้จริงไหม
ยังไม่มีอาหารเสริมตัวไหนที่มีหลักฐานว่ารักษาไขมันพอกตับได้ ศูนย์การแพทย์ทางเลือกของสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (NCCIH) ระบุว่าหลักฐานเรื่อง มิลค์ทิสเซิล (Milk Thistle) กับโรคตับยังไม่ชัดเจน ส่วนวิตามินอีขนาดสูงที่เคยมีการศึกษา แพทย์จะพิจารณาเฉพาะบางกรณีเท่านั้น ไม่ควรซื้อกินเอง
ที่ควรระวังกว่าคือ อาหารเสริมและสมุนไพรบางชนิด รวมถึงขมิ้นชันในรูปแบบสกัดเข้มข้น เคยมีรายงานในฐานข้อมูล LiverTox ของ NIH ว่าเกี่ยวข้องกับตับอักเสบ ตับที่มีไขมันอยู่แล้วจึงไม่ควรต้องรับภาระเพิ่ม ส่วนคอร์สล้างพิษตับหรือดีท็อกซ์ไม่มีหลักฐานว่าช่วยลดไขมันในตับ เพราะตับมีหน้าที่กำจัดของเสียอยู่แล้วตามธรรมชาติ
ถ้าอยากมีตัวช่วยเสริม เลือกอย่างไร
สำหรับคนที่ปรับอาหารและออกกำลังกายแล้ว และอยากมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นตัวช่วยในชีวิตประจำวัน หลักง่ายๆ คือ เลือกแบรนด์ที่มีเลขสารบบอาหาร (อย.) ชัดเจน ดูส่วนผสมบนฉลากว่ามีอะไรบ้าง เลี่ยงสินค้าที่โฆษณาว่ารักษาโรคหรือล้างพิษตับได้ และกินตามปริมาณบนฉลากเท่านั้น
ตัวอย่างหนึ่งคือ นิวทริไลท์ ลิวิท็อกซ์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสารสกัดจากบรอกโคลี สารสกัดจากเมล็ดองุ่น และสารสกัดจากชะเอมเทศ ไม่เจือสี ไม่ใช้วัตถุแต่งกลิ่นรส และไม่ใช้วัตถุกันเสีย บรรจุ 60 เม็ด ฉลากบนขวดระบุให้รับประทาน 2 เม็ดต่อวัน ผลิตภัณฑ์นี้เป็นอาหารเสริม ไม่ใช่ยา จึงไม่ได้ใช้แทนการลดน้ำหนัก การปรับอาหาร หรือการรักษาจากแพทย์ และเนื่องจากชะเอมเทศในปริมาณสูงอาจมีผลต่อความดันโลหิต คนที่มีความดันสูง ตั้งครรภ์ หรือกินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสารสกัดบรอกโคลี เมล็ดองุ่น และชะเอมเทศ ไม่เจือสี ไม่ใช้วัตถุแต่งกลิ่นรส ไม่ใช้วัตถุกันเสีย บรรจุ 60 เม็ด
ดูรายละเอียดสินค้าถ้ากินผักผลไม้ได้น้อยและอยากเสริมสารอาหารพื้นฐาน ลองอ่านเรื่องวิตามินรวมก่อนตัดสินใจ และไม่ว่าจะกินอะไรเสริม ให้บอกแพทย์ทุกครั้ง เพราะสิ่งที่ช่วยตับได้จริงยังเป็นจานข้าวและรองเท้าผ้าใบ ไม่ใช่ขวดยา
สรุป
ไขมันพอกตับไม่ได้เป็นโรคของคนดื่มเหล้าอย่างที่เคยเข้าใจ แต่เป็นผลรวมของชีวิตประจำวันที่นั่งนาน ดื่มหวาน และนอนน้อย ตับไม่ได้ร้องเจ็บ สัญญาณที่ส่งมาจึงอยู่ในรอบเอว ความเพลีย ผิวที่คอ และตัวเลขสีแดงในผลตรวจเลือด
ข่าวดีคือไขมันพอกตับเป็นโรคที่ร่างกายให้โอกาสแก้ตัวมากที่สุดโรคหนึ่ง ลดน้ำหนักให้ได้ 5 ถึง 10% ตัดเครื่องดื่มหวาน ขยับให้ได้สัปดาห์ละ 150 นาที และไปให้แพทย์ประเมินเรื่องพังผืด ตับส่วนใหญ่ก็กลับมาดีได้ สิ่งที่ยากไม่ใช่วิธีการ แต่คือการเริ่มก่อนที่ตับจะเลยระยะเงียบไปแล้ว
ถ้ากำลังเริ่มดูแลตับด้วยการปรับอาหารและออกกำลังกาย นิวทริไลท์ ลิวิท็อกซ์ เป็นหนึ่งในตัวเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ปรึกษาแพทย์ก่อนหากมีโรคประจำตัวหรือกินยาอยู่
สั่งซื้อนิวทริไลท์ ลิวิท็อกซ์บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค หากได้รับผลตรวจว่ามีไขมันพอกตับหรือมีอาการผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะกับแต่ละคน
คำถามที่พบบ่อย
ไขมันพอกตับหายเองได้ไหม?
ไม่ค่อยหายเองถ้าพฤติกรรมเดิมยังอยู่ แต่หายได้เมื่อแก้ต้นเหตุ การลดน้ำหนักประมาณ 5% ช่วยให้ไขมันในตับลดลง และลด 7–10% ช่วยให้การอักเสบดีขึ้นชัดเจน ร่วมกับตัดเครื่องดื่มหวานและออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควรให้แพทย์ประเมินเรื่องพังผืดด้วย
ไม่ดื่มเหล้าเป็นไขมันพอกตับได้ไหม?
ได้ และเป็นกลุ่มที่พบมากที่สุด เรียกว่า MASLD เกิดจากเมตาบอลิซึมผิดปกติ เช่น ภาวะดื้ออินซูลิน ไขมันหน้าท้อง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมากเป็นปัจจัยสำคัญที่หลายคนมองข้าม
คนผอมเป็นไขมันพอกตับได้ไหม?
ได้ งานวิเคราะห์รวมปี 2020 พบว่าราว 40% ของคนที่มีไขมันพอกตับไม่ได้อยู่ในเกณฑ์อ้วน คนเอเชียมักสะสมไขมันในช่องท้องแม้น้ำหนักปกติ จึงควรดูรอบเอวร่วมด้วย ผู้ชายไม่ควรเกิน 90 เซนติเมตร ผู้หญิงไม่ควรเกิน 80 เซนติเมตร
ไขมันพอกตับเกรด 1 อันตรายไหม?
เกรด 1 ในผลอัลตราซาวด์หมายถึงมีไขมันในตับปริมาณน้อย ยังไม่ได้บอกว่ามีพังผืดหรือไม่ ส่วนใหญ่ยังย้อนกลับได้ดีด้วยการปรับอาหารและออกกำลังกาย แต่ควรให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงพังผืดด้วย FIB-4 หรือ FibroScan และดูแลโรคที่มักมาคู่กัน เช่น เบาหวานและไขมันในเลือด
ไขมันพอกตับกลายเป็นตับแข็งได้ไหม?
ได้ในบางคน แต่มักใช้เวลาหลายปี ข้อมูลจากงานวิเคราะห์รวมพบว่าพังผืดเพิ่ม 1 ระดับทุกราว 14 ปีในกลุ่มที่มีไขมันสะสมอย่างเดียว และทุกราว 7 ปีในกลุ่มที่ตับอักเสบแล้ว ช่วงเวลานี้คือโอกาสในการแก้ไขก่อนถึงขั้นตับแข็ง
ไขมันพอกตับควรกินอะไร?
เน้นผักครึ่งจาน โปรตีนจากปลา ไก่ไม่ติดหนัง เต้าหู้ ไข่ และถั่ว ข้าวไม่ขัดสีในปริมาณพอดี และไขมันดีจากถั่วหรือน้ำมันมะกอก เลี่ยงเครื่องดื่มหวาน ของทอด อาหารแปรรูป แป้งขัดขาว และแอลกอฮอล์ รูปแบบอาหารเมดิเตอร์เรเนียนเป็นแนวทางที่แนะนำ
ไขมันพอกตับกินกาแฟได้ไหม?
ได้ งานวิจัยเชิงสังเกตพบว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำมีแนวโน้มพังผืดในตับน้อยกว่า แต่หมายถึงกาแฟที่ไม่ใส่น้ำตาลและครีมเทียม กาแฟเย็นหวานหรือกาแฟปั่นกลับเพิ่มน้ำตาลที่ทำให้ไขมันพอกตับแย่ลง และกาแฟไม่ได้ใช้แทนการรักษา
ไขมันพอกตับต้องพบแพทย์แผนกไหน?
เริ่มที่แพทย์อายุรกรรมทั่วไปได้ แพทย์จะประเมินความเสี่ยงพังผืดและโรคที่มาคู่กัน ถ้าพบความเสี่ยงพังผืดปานกลางถึงสูง ค่าตับสูงต่อเนื่อง หรือมีอาการของโรคตับระยะท้าย เช่น ตัวเหลือง ท้องบวม ควรพบแพทย์ระบบทางเดินอาหารและตับ
ข้อมูลอ้างอิง
ภาพรวม อาการ และการดูแล: NIDDK (NIH): MASLD & MASH · NHS: Non-alcoholic fatty liver disease · Cleveland Clinic: Fatty Liver Disease · ชื่อใหม่ MASLD: Rinella ME, et al. J Hepatol 2023 · แนวทางการประเมินและ FIB-4: AASLD Practice Guidance, Hepatology 2023 · แนวทางอาหารและการรักษา: EASL–EASD–EASO Guidelines, J Hepatol 2024 · ความชุกทั่วโลก: Younossi ZM, et al. Hepatology 2023 · คนไม่อ้วนก็เป็นได้: Ye Q, et al. Lancet Gastroenterol Hepatol 2020 · ความเร็วของพังผืด: Singh S, et al. Clin Gastroenterol Hepatol 2015 · ผลการลดน้ำหนัก: Vilar-Gomez E, et al. Gastroenterology 2015 · ยารักษา: U.S. FDA (2024) · การออกกำลังกาย: WHO: Physical activity · อาหารเสริมและสมุนไพร: NCCIH: Milk Thistle · NCCIH: Licorice Root · LiverTox (NIH) · สมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย · ข้อมูลสินค้า: Amway Thailand: นิวทริไลท์ ลิวิท็อกซ์







