ตี 3 สิบห้า ลืมตาขึ้นมาในห้องมืด ข้างนอกเงียบจนได้ยินเสียงแอร์ มือเอื้อมไปหยิบมือถือโดยอัตโนมัติ แสงหน้าจอแยงตา แล้วสมองก็เริ่มคิดเลขทันทีว่า ถ้าหลับตอนนี้จะเหลือเวลานอนอีกกี่ชั่วโมง พรุ่งนี้มีประชุมกี่โมง ยิ่งคิดก็ยิ่งตาสว่าง สุดท้ายนอนมองเพดานจนนาฬิกาปลุกดัง
ถ้าฉากนี้คุ้นเกินไป บอกเลยว่าไม่ได้เป็นอยู่คนเดียว ข้อมูลจาก American Academy of Sleep Medicine ระบุว่าผู้ใหญ่ราว 1 ใน 3 เคยมีอาการนอนไม่หลับเป็นช่วงๆ และราว 1 ใน 10 เป็นแบบเรื้อรัง สิ่งที่น่าสนใจคือ อาการนี้ไม่ได้แปลว่าใจไม่นิ่งหรือพยายามไม่พอ แต่เป็นสัญญาณว่าระบบบางอย่างในร่างกายกำลังทำงานผิดจังหวะ ตั้งแต่ฮอร์โมน นาฬิกาชีวิต ไปจนถึงนิสัยเล็กๆ ที่ทำทุกคืนโดยไม่ทันสังเกต
บทความนี้จะพาไปแยกก่อนว่าอาการที่เจออยู่เป็นแบบไหน แล้วไล่ดู 7 สาเหตุที่พบบ่อย คำตอบว่าทำไมหลายคนต้องตื่นตี 3 วิธีที่ลองได้ตั้งแต่คืนนี้ การปรับนิสัยระยะยาว และจุดที่ควรหยุดแก้เองแล้วไปหาแพทย์
นอนไม่หลับแบบไหนที่คุณกำลังเจออยู่
นอนไม่หลับไม่ได้มีแค่แบบเดียว แพทย์แบ่งอาการหลักออกเป็น 3 แบบ คือ หลับยาก ตื่นกลางดึกแล้วนอนต่อไม่ได้ และตื่นเช้าเกินไป บางคนเป็นแบบเดียว บางคนเป็นหลายแบบปนกัน การรู้ว่าตัวเองอยู่แบบไหนช่วยให้เลือกวิธีแก้ได้ตรงขึ้น
หลับยาก นอนพลิกไปมานานกว่า 30 นาที
ปิดไฟแล้วแต่สมองยังไม่ยอมปิดตาม ความคิดเรื่องงาน เรื่องเงิน หรือบทสนทนาเมื่อตอนกลางวันวนกลับมาเรื่อยๆ แบบนี้มักเกี่ยวกับความเครียด คาเฟอีน และแสงหน้าจอก่อนนอน
ตื่นกลางดึกแล้วนอนต่อไม่ได้
หลับได้ตามปกติ แต่ตื่นขึ้นมาตอนตี 2 ถึงตี 4 แล้วตาสว่างไปเลย แบบนี้พบบ่อยในคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอน คนที่มีความกังวลสะสม และคนในช่วงที่ฮอร์โมนเปลี่ยน เช่น วัยทอง
ตื่นเช้าเกินไป ทั้งที่ยังไม่อยากตื่น
ตั้งนาฬิกาไว้ 7 โมง แต่ตื่นตั้งแต่ตี 5 แล้วหลับต่อไม่ลง อาการนี้พบมากขึ้นตามอายุ เพราะนาฬิกาชีวิตของผู้สูงอายุมักเลื่อนเร็วขึ้น แต่ถ้ามาพร้อมความรู้สึกเศร้าหรือหมดแรง ควรสังเกตเรื่องสุขภาพใจด้วย
อีกเรื่องที่ควรแยกคือระยะเวลา ถ้านอนไม่หลับเพียงไม่กี่คืนถึงไม่กี่สัปดาห์ และมีเหตุชัด เช่น ช่วงสอบ ย้ายบ้าน หรือเพิ่งเจอเรื่องหนักใจ แบบนี้เรียกว่านอนไม่หลับชั่วคราว ส่วนใหญ่ดีขึ้นเองเมื่อเหตุนั้นผ่านไป แต่ถ้าเป็นอย่างน้อย 3 คืนต่อสัปดาห์ ติดต่อกันนาน 3 เดือนขึ้นไป และกระทบชีวิตตอนกลางวัน แพทย์จะนับเป็นนอนไม่หลับเรื้อรัง ซึ่งควรได้รับการดูแลอย่างจริงจัง
ถอดรหัส 7 สาเหตุที่ทำให้นอนไม่หลับ
สาเหตุที่ทำให้นอนไม่หลับมากที่สุดคือเรื่องใกล้ตัว ได้แก่ ความเครียด คาเฟอีน แสงหน้าจอ และนาฬิกาชีวิตที่รวน ข่าวดีคือส่วนใหญ่ปรับได้เอง ลองไล่เช็กไปทีละข้อว่าตัวเองตรงกับข้อไหนบ้าง
1. ความเครียดและการคิดมาก
เวลาเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนกลุ่มเดียวกับตอนเจออันตราย หัวใจเต้นเร็วขึ้น กล้ามเนื้อตึง และสมองอยู่ในโหมดเฝ้าระวัง ปัญหาคือร่างกายแยกไม่ออกว่าอันตรายนั้นคือเสือหรืออีเมลจากหัวหน้า มันเลยไม่ยอมเข้าโหมดพักง่ายๆ
ลองทำ: ก่อนนอน 1 ชั่วโมง ใช้เวลา 10 นาทีเขียนเรื่องที่ค้างอยู่ในหัวลงกระดาษ พร้อมสิ่งที่จะทำพรุ่งนี้ เป็นการบอกสมองว่าเรื่องนี้มีที่วางแล้ว
2. คาเฟอีนที่ยังค้างอยู่ในร่างกาย
หลายคนคิดว่ากาแฟแก้วบ่ายไม่น่ามีผล เพราะดื่มไปตั้งนาน แต่งานวิจัยใน Journal of Clinical Sleep Medicine ปี 2013 พบว่าคาเฟอีนที่กินก่อนนอนถึง 6 ชั่วโมง ยังทำให้เวลานอนรวมหายไปได้มากกว่า 1 ชั่วโมง ที่น่าสนใจคือผู้เข้าร่วมหลายคนไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่านอนแย่ลง
ลองทำ: ถ้าเข้านอนสี่ทุ่ม ให้แก้วสุดท้ายจบก่อนบ่าย 3 และอย่าลืมคาเฟอีนแฝงในชาเขียว ชาไทย น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง และช็อกโกแลต
3. แสงจากหน้าจอก่อนนอน
ร่างกายใช้ความมืดเป็นสัญญาณให้หลั่งเมลาโทนิน ฮอร์โมนที่บอกว่าถึงเวลานอนแล้ว แต่แสงจากหน้าจอไปกดสัญญาณนี้ไว้ งานวิจัยใน PNAS ปี 2015 พบว่าคนที่อ่านหนังสือบนแท็บเล็ตก่อนนอน หลับช้ากว่า มีเมลาโทนินต่ำกว่า และตื่นมาง่วงกว่าคนที่อ่านหนังสือกระดาษ ยังไม่นับว่าคอนเทนต์บนจอถูกออกแบบมาให้เราเลื่อนต่อไปเรื่อยๆ
ลองทำ: วางมือถือไว้นอกระยะเอื้อมก่อนนอน 30 ถึง 60 นาที หรืออย่างน้อยเปิดโหมดแสงกลางคืนและลดความสว่างลง
4. นาฬิกาชีวิตรวน
ร่างกายมีนาฬิกาภายในที่ทำงานเป็นรอบประมาณ 24 ชั่วโมง มันชอบความสม่ำเสมอมาก นอนตีสองวันศุกร์ ตื่นเที่ยงวันเสาร์ แล้วจะให้หลับสี่ทุ่มคืนวันอาทิตย์ ร่างกายก็งงเหมือนคนเพิ่งบินกลับจากยุโรป การงีบกลางวันนาน และงานที่ต้องเข้ากะ ก็ทำให้นาฬิกานี้รวนได้เช่นกัน
ลองทำ: เริ่มจากตื่นให้ตรงเวลาเดิมทุกวันก่อน แม้แต่วันหยุด เพราะเวลาตื่นคือเข็มที่ใช้ตั้งนาฬิกาทั้งวัน
5. กินดึกและดื่มแอลกอฮอล์
แอลกอฮอล์เป็นตัวหลอกที่แนบเนียน ช่วงแรกมันทำให้หลับเร็วจริง แต่งานทบทวนวรรณกรรมปี 2013 พบว่าในครึ่งหลังของคืน การนอนจะถูกรบกวนมากขึ้น ตื่นบ่อย และหลับไม่ลึก ส่วนมื้อดึกที่หนักหรือเผ็ดจัด ทำให้ระบบย่อยต้องทำงานต่อ บางคนมีกรดไหลย้อนตอนนอนราบด้วย
ลองทำ: เว้นมื้อใหญ่ก่อนนอนอย่างน้อย 2 ถึง 3 ชั่วโมง ถ้าหิวดึกให้เลือกของเบาๆ อย่างนมอุ่นหรือกล้วยครึ่งลูก
6. ฮอร์โมนที่เปลี่ยนไป
ผู้หญิงหลายคนสังเกตว่านอนยากขึ้นช่วงก่อนมีประจำเดือน ระหว่างตั้งครรภ์ และช่วงวัยทอง ซึ่งฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนลดลง ทำให้มีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกตอนกลางคืน และตื่นกลางดึกบ่อยขึ้น ฝั่งผู้ชายเองก็นอนตื้นขึ้นตามอายุได้เหมือนกัน
ลองทำ: ปรับห้องให้เย็นลง ใช้ผ้าห่มบาง และจดบันทึกอาการไว้ ถ้ากระทบชีวิตประจำวันมาก ให้นำบันทึกนี้ไปปรึกษาแพทย์
7. ห้องนอนที่ไม่เอื้อต่อการนอน
อุณหภูมิร่างกายต้องลดลงเล็กน้อยก่อนเราจะหลับ ห้องที่ร้อนอบอ้าวจึงทำให้หลับยาก แสงจากไฟถนนที่ลอดม่าน ไฟสแตนด์บายของทีวี หรือเสียงรถมอเตอร์ไซค์ตอนตีหนึ่ง ล้วนปลุกสมองได้ทั้งนั้น
ลองทำ: ใช้ม่านทึบแสงหรือผ้าปิดตา ตั้งแอร์ให้เย็นสบาย และใช้ที่อุดหูหรือเสียง white noise กลบเสียงรบกวน
ถ้าลองตัดสาเหตุเหล่านี้ไปแล้ว 2 ถึง 3 สัปดาห์ยังไม่ดีขึ้น อาการนอนไม่หลับอาจมาจากโรคหรือยาที่ใช้อยู่ เช่น ไทรอยด์ กรดไหลย้อน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือยาบางกลุ่ม ซึ่งเล่าไว้ในหัวข้อสัญญาณที่ต้องพบแพทย์ด้านล่าง
ทำไมต้องตื่นตี 3 ทุกที?
การตื่นตอนตี 2 ถึงตี 4 เกิดได้บ่อย เพราะครึ่งหลังของคืนเป็นช่วงที่การนอนตื้นขึ้นตามธรรมชาติ ร่างกายเริ่มเตรียมตัวตื่น ถ้ามีความเครียด แอลกอฮอล์ หรือห้องที่ร้อน มาเป็นตัวกระตุ้น ก็ตื่นง่ายกว่าช่วงหัวค่ำ
การนอนของเราไม่ได้ลึกเท่ากันทั้งคืน แต่เป็นรอบๆ รอบละประมาณ 90 นาที วนไปราว 4 ถึง 6 รอบ ช่วงต้นคืนเราได้หลับลึกมาก ส่วนช่วงใกล้เช้าจะเป็นการหลับตื้นและช่วงฝันมากขึ้น ระหว่างรอบมีจังหวะที่เกือบตื่นอยู่แล้ว ซึ่งปกติเราจะหลับต่อโดยจำไม่ได้ด้วยซ้ำ
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การตื่น แต่อยู่ที่สิ่งที่ทำหลังตื่น พอลืมตาแล้วดูนาฬิกา สมองจะเริ่มคำนวณชั่วโมงที่เหลือ ความกังวลทำให้ตื่นตัวขึ้นไปอีก ถ้าหยิบมือถือด้วย แสงจากจอก็มาซ้ำ จากการตื่นสั้นๆ 2 นาทีจึงกลายเป็นตาค้าง 2 ชั่วโมง
สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อตื่นกลางดึก: ไม่ดูนาฬิกา ไม่หยิบมือถือ และไม่บังคับตัวเองให้หลับ ส่วนสิ่งที่ควรทำ อยู่ในหัวข้อถัดไป
วิธีแก้นอนไม่หลับที่ลองได้คืนนี้
วิธีแก้นอนไม่หลับที่ได้ผลเร็วที่สุด คือการทำให้ร่างกายผ่อนคลาย และเลิกต่อสู้กับการนอน ลองเลือก 2 ถึง 3 วิธีที่ถนัดแล้วทำต่อเนื่องสักสัปดาห์ ดีกว่าลองทุกอย่างในคืนเดียว
1. หายใจแบบ 4-7-8
- หายใจออกทางปากให้สุด
- ปิดปาก หายใจเข้าทางจมูก นับ 1 ถึง 4
- กลั้นหายใจ นับ 1 ถึง 7
- หายใจออกทางปากช้าๆ นับ 1 ถึง 8
- ทำซ้ำ 4 รอบ
หัวใจของวิธีนี้คือหายใจออกให้ยาวกว่าหายใจเข้า ซึ่งช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนจากโหมดตื่นตัวเป็นโหมดพัก และยังดึงความสนใจออกจากความคิดที่วนอยู่ด้วย ใครรู้สึกว่ากลั้นนานไป ปรับตัวเลขให้สั้นลงได้ ขอแค่หายใจออกยาวกว่าเข้า
2. กฎ 20 นาที ไม่หลับก็ลุก
ฟังดูขัดใจ แต่เป็นเทคนิคที่แพทย์ด้านการนอนใช้จริง ถ้านอนแล้วรู้สึกว่าผ่านไปราว 20 นาทียังไม่หลับ ให้ลุกออกจากเตียงไปทำอะไรเบาๆ ใต้แสงสลัว เช่น อ่านหนังสือกระดาษ พับผ้า หรือนั่งเฉยๆ พอเริ่มง่วงค่อยกลับมา เหตุผลคือเราต้องสอนสมองใหม่ว่าเตียงมีไว้นอน ไม่ใช่ที่สำหรับนอนกังวล ไม่ต้องจับเวลาจริง กะเอาเองพอ
3. เขียนสิ่งที่วนอยู่ในหัวลงกระดาษ
วางสมุดกับปากกาไว้ข้างเตียง ถ้ามีเรื่องผุดขึ้นมาให้จดไว้สั้นๆ แล้วบอกตัวเองว่าพรุ่งนี้ค่อยจัดการ วิธีนี้ช่วยมากกับคนที่ชอบนึกถึงงานที่ยังไม่เสร็จตอนปิดไฟ
4. ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทีละส่วน
นอนหงาย เกร็งนิ้วเท้าค้างไว้ 5 วินาที แล้วปล่อย ไล่ขึ้นมาที่น่อง ต้นขา หน้าท้อง มือ แขน ไหล่ จนถึงใบหน้า หลายคนไม่รู้ตัวว่ากัดฟันหรือยกไหล่ค้างไว้ทั้งวัน การเกร็งแล้วปล่อยช่วยให้รู้สึกถึงความต่างระหว่างตึงกับผ่อนชัดขึ้น
5. อาบน้ำอุ่น 1 ถึง 2 ชั่วโมงก่อนนอน
งานวิเคราะห์รวมงานวิจัยใน Sleep Medicine Reviews ปี 2019 พบว่าการอาบน้ำอุ่นราว 40 ถึง 42.5 องศาเซลเซียส ในช่วง 1 ถึง 2 ชั่วโมงก่อนนอน ช่วยให้หลับเร็วขึ้น แม้อาบแค่ราว 10 นาที เหตุผลคือหลังอาบ เลือดจะไหลไปที่ผิวและระบายความร้อนออก อุณหภูมิแกนกลางร่างกายจึงลดลง ซึ่งเป็นสัญญาณให้ง่วง
6. ทำห้องให้เย็น มืด และเงียบ
สามคำนี้คือสูตรพื้นฐานของห้องนอนที่ดี ถ้าคุมเสียงภายนอกไม่ได้ เสียงที่สม่ำเสมออย่าง white noise หรือเสียงพัดลมช่วยกลบเสียงที่ดังเป็นจังหวะได้ ส่วนเพลง ให้เลือกเพลงช้าที่ไม่มีเนื้อร้องและตั้งเวลาปิดเอง
ปรับนิสัยระยะยาว ให้ร่างกายจำได้ว่าเวลาไหนคือเวลานอน
การแก้นอนไม่หลับระยะยาวคือการสร้างจังหวะให้ร่างกาย ตื่นเวลาเดิม รับแดดเช้า และทำกิจวัตรก่อนนอนเหมือนกันทุกคืน วิธีในหัวข้อที่แล้วช่วยได้ในคืนนั้น แต่ถ้าอยากให้หลับง่ายทุกคืน ต้องปรับจากตอนกลางวันด้วย
- ตื่นเวลาเดิมทุกวัน รวมถึงวันหยุด ขยับได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง
- รับแดดเช้า 10 ถึง 15 นาที แสงธรรมชาติตอนเช้าเป็นตัวตั้งนาฬิกาชีวิตที่แรงที่สุด ช่วยให้ง่วงตรงเวลาตอนกลางคืน
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่การออกแรงหนักให้จบก่อนนอนอย่างน้อย 2 ถึง 3 ชั่วโมง
- งีบกลางวันไม่เกิน 20 ถึง 30 นาที และไม่งีบหลังบ่าย 3 โมง
- ใช้เตียงเพื่อนอนเท่านั้น ไม่ทำงาน ไม่ดูซีรีส์ ไม่เลื่อนมือถือบนเตียง
- ทำกิจวัตรก่อนนอนแบบเดิมทุกคืน เช่น หรี่ไฟ อาบน้ำ แปรงฟัน อ่านหนังสือ ทำซ้ำจนร่างกายจำได้ว่าลำดับนี้แปลว่ากำลังจะนอน
ตารางด้านล่างสรุปว่าแต่ละช่วงก่อนนอนควรทำอะไร ใช้เป็นเช็กลิสต์ได้เลย
| ช่วงเวลา | ควรทำ | ควรเลี่ยง |
|---|---|---|
| ตื่นนอน | ตื่นเวลาเดิม เปิดม่านรับแดด | กดเลื่อนนาฬิกาปลุกหลายรอบ |
| ก่อนนอน 8 ชั่วโมง | แก้วกาแฟหรือชาสุดท้าย | เครื่องดื่มชูกำลัง ชา กาแฟ |
| ก่อนนอน 3 ชั่วโมง | กินมื้อเย็นให้เสร็จ ออกกำลังกายเสร็จแล้ว | มื้อใหญ่ อาหารเผ็ดจัด แอลกอฮอล์ |
| ก่อนนอน 1 ถึง 2 ชั่วโมง | อาบน้ำอุ่น หรี่ไฟในบ้าน | คุยงาน ตอบอีเมล |
| ก่อนนอน 30 ถึง 60 นาที | วางมือถือ จดสิ่งที่ค้างในใจ อ่านหนังสือ | เลื่อนโซเชียล ดูข่าว |
| เข้านอน | ห้องเย็น มืด เงียบ หายใจ 4-7-8 | ดูนาฬิกาซ้ำๆ |
หลายคนกังวลว่าต้องนอนให้ได้กี่ชั่วโมง คำแนะนำร่วมของ American Academy of Sleep Medicine และ Sleep Research Society คือผู้ใหญ่ควรนอนอย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อคืนเป็นประจำ แต่อย่าเอาตัวเลขนี้มากดดันตัวเองตอนตีสาม เพราะความกังวลว่านอนไม่พอเป็นตัวที่ทำให้นอนไม่หลับหนักขึ้น
กินอะไรช่วยให้นอนหลับ และควรเลี่ยงอะไรก่อนนอน
อาหารที่ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้นคืออาหารเบาๆ ที่มีทริปโตเฟน แมกนีเซียม และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนในปริมาณพอดี ส่วนที่ควรเลี่ยงคือคาเฟอีน แอลกอฮอล์ และมื้อหนักใกล้เวลานอน อาหารไม่ใช่ยานอนหลับ แต่ช่วยเตรียมร่างกายให้พร้อมได้
อาหารและเครื่องดื่มที่เป็นมิตรกับการนอน
- นมอุ่นหรือโยเกิร์ต มีทริปโตเฟน กรดอะมิโนที่ร่างกายใช้สร้างเซโรโทนินและเมลาโทนิน ความอุ่นยังช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย
- กล้วย มีทั้งแมกนีเซียม โพแทสเซียม และคาร์โบไฮเดรตที่ไม่หนักท้อง
- ถั่วและเมล็ดพืช เช่น อัลมอนด์ เมล็ดฟักทอง เป็นแหล่งแมกนีเซียมที่ดี กินเป็นของว่างหัวค่ำได้
- ข้าวโอ๊ตหรือข้าวกล้องปริมาณน้อย คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนช่วยให้ทริปโตเฟนเข้าสู่สมองได้ดีขึ้น
- ชาคาโมมายล์หรือน้ำอุ่น เป็นเครื่องดื่มก่อนนอนที่ไม่มีคาเฟอีน แต่อย่าดื่มเยอะจนต้องลุกเข้าห้องน้ำกลางดึก
ของที่ควรเลี่ยงก่อนเข้านอน
- คาเฟอีนแฝง ชาเขียว ชาไทย โกโก้ ช็อกโกแลต น้ำอัดลมสีดำ
- แอลกอฮอล์ หลับเร็วแต่ตื่นกลางดึก
- อาหารเผ็ด มัน หรือมื้อใหญ่ กระตุ้นกรดไหลย้อนและทำให้ระบบย่อยทำงานหนัก
- น้ำปริมาณมากก่อนนอน ทำให้ต้องตื่นมาเข้าห้องน้ำ
อาหารเสริมช่วยนอนหลับ ควรรู้อะไรก่อน
แมกนีเซียมเป็นแร่ธาตุที่เกี่ยวกับการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ มีงานวิจัยบางส่วนที่ศึกษาเรื่องการนอน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ แต่ข้อมูลจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (NIH) ระบุว่าหลักฐานยังมีจำกัด จึงไม่ควรคาดหวังว่าจะใช้แทนการปรับนิสัยการนอนได้
ส่วนวิตามินบี โดยเฉพาะบี 6 มีบทบาทในการสร้างเซโรโทนินและเมลาโทนิน ใครอยากรู้ว่าวิตามินบีแต่ละตัวทำหน้าที่อะไร อ่านต่อได้ในบทความวิตามินบีรวม สิ่งสำคัญคือเริ่มจากอาหารที่หลากหลายก่อน และถ้าใช้ยาอื่นอยู่ ควรถามเภสัชกรก่อนกินอาหารเสริมเพิ่ม
เรื่องเมลาโทนิน ควรรู้ไว้ว่าในไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่อนุญาตให้ใส่เมลาโทนินในอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เมลาโทนินในไทยมีสถานะเป็นยาที่ควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ ถ้าเห็นกัมมี่หรือแคปซูลช่วยนอนหลับที่ขายเป็นอาหารเสริมแล้วระบุว่ามีเมลาโทนิน ให้ระวังไว้ก่อน
ถ้าปรับนิสัยการนอนแล้วยังอยากมีตัวช่วยที่ไม่ใช่ยา ตัวเลือกที่ขายถูกกฎหมายในไทยคือผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร ตัวอย่างหนึ่งคือ นิวทริไลท์ จูจูบี ไนท์ (Nutrilite Jujube Nite) ตามข้อมูลของ Amway Thailand ใน 1 เม็ดมีสารสกัดจากเมล็ดพุทราจีน 150 มก. และกรดแกมมา-อะมิโนบิวทิริก (กาบา หรือ GABA) 63.16 มก. แบรนด์ระบุว่าช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและเสริมคุณภาพการนอนหลับ และผลิตภัณฑ์นี้ไม่มีเมลาโทนิน
- วิธีรับประทาน: วันละ 1 เม็ด ก่อนนอน
- ขนาดบรรจุ: 60 เม็ด
- ทะเบียนผลิตภัณฑ์สมุนไพร: ฆอ. 1670/2568
- อื่น ๆ: ไม่เจือสี ไม่ใช้วัตถุแต่งกลิ่นรส และไม่ใช้วัตถุกันเสีย เก็บในที่แห้งและเย็น อุณหภูมิต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส
คำเตือนตามฉลาก: เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรอ่านคำเตือนในฉลากก่อนบริโภค และควรกินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ ถ้ากินยานอนหลับ ยาคลายเครียด หรือยาอื่นอยู่ ควรถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกัน
สารสกัดจากเมล็ดพุทราจีนและกาบา กินวันละ 1 เม็ดก่อนนอน ไม่มีเมลาโทนิน ดูรายละเอียดและสั่งซื้อได้ที่นี่
ดูรายละเอียดจูจูบี ไนท์คืนที่นอนไม่หลับ ร่างกายเสียอะไรไปบ้าง
คืนที่นอนไม่หลับไม่ได้ทำให้แค่ง่วงตอนบ่าย แต่กระทบตั้งแต่สมาธิ อารมณ์ ความหิว ไปจนถึงภูมิคุ้มกัน คืนเดียวร่างกายยังฟื้นได้ แต่ถ้าสะสมนานเป็นเดือน ผลจะเริ่มชัด
- สมาธิและความจำ ตัดสินใจช้าลง ลืมง่าย ทำงานผิดพลาดบ่อยขึ้น
- อารมณ์ หงุดหงิดง่าย ทนความเครียดได้น้อยลง และนอนไม่หลับกับความวิตกกังวลมักวนส่งผลต่อกัน
- ความหิวและน้ำหนัก การนอนน้อยทำให้ฮอร์โมนควบคุมความหิวเสียสมดุล อยากกินของหวานและของมันมากขึ้น
- ผิวและใต้ตา ผิวดูหมองคล้ำ ใต้ตาบวมหรือคล้ำ เพราะช่วงหลับคือเวลาที่ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง
- สุขภาพระยะยาว CDC ระบุว่าการนอนไม่พอเป็นประจำเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงโรคเรื้อรังหลายโรค เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และภาวะซึมเศร้า
อ่านมาถึงตรงนี้อาจรู้สึกกังวลขึ้น แต่ขอให้มองว่าเป็นเหตุผลที่ควรให้ความสำคัญกับการนอน ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเครียดเพิ่ม การนอนหลับเป็นหนึ่งในวิธีดูแลตัวเองที่ไม่ต้องจ่ายเงินสักบาท
สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาต้องพบแพทย์
ถ้านอนไม่หลับอย่างน้อย 3 คืนต่อสัปดาห์ ติดต่อกันนาน 3 เดือน หรือมีอาการร่วมอย่างกรนดังจนหยุดหายใจ ควรไปพบแพทย์ ไม่ต้องรอให้หนักขึ้น สัญญาณที่ควรสังเกตมีดังนี้
- นอนไม่หลับต่อเนื่องหลายเดือน แม้ปรับนิสัยแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น
- กรนดัง สะดุ้งตื่นเหมือนขาดอากาศ หรือคนที่นอนด้วยเห็นว่าหยุดหายใจเป็นช่วงๆ ซึ่งอาจเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
- อยากขยับขาตลอดเวลาตอนจะนอน หรือขากระตุกจนตื่น
- รู้สึกเศร้า หมดความสนใจ ในสิ่งที่เคยชอบ หรือกังวลจนกระทบการใช้ชีวิต
- ง่วงจนเกือบหลับ ตอนขับรถหรือระหว่างทำงาน
- ต้องพึ่งยานอนหลับที่หามาเอง เป็นประจำ หรือต้องดื่มแอลกอฮอล์ถึงจะหลับได้
ควรไปแผนกไหน เริ่มที่แผนกอายุรกรรมได้ แพทย์จะประเมินว่าเกี่ยวกับโรคประจำตัวหรือยาที่ใช้อยู่หรือไม่ ถ้าสงสัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับ อาจถูกส่งตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) ส่วนถ้าเกี่ยวกับความเครียดหรือภาวะซึมเศร้า แผนกจิตเวชช่วยได้ตรงจุด
ข่าวดีคือการรักษาไม่ได้เริ่มที่ยานอนหลับเสมอไป แนวทางเวชปฏิบัติของ American Academy of Sleep Medicine ปี 2021 แนะนำ CBT-I หรือการบำบัดความคิดและพฤติกรรมสำหรับอาการนอนไม่หลับ เป็นการรักษาหลักสำหรับนอนไม่หลับเรื้อรังในผู้ใหญ่ วิธีนี้สอนให้ปรับความคิดเรื่องการนอนและจัดตารางการนอนใหม่ ผลที่ได้มักอยู่ได้นานกว่าการพึ่งยา
สรุป
นอนไม่หลับไม่ใช่เรื่องที่ต้องอดทนไปเรื่อยๆ และไม่ใช่เรื่องที่แก้ได้ด้วยการบังคับตัวเองให้หลับ ส่วนใหญ่มาจากเรื่องใกล้ตัวที่สะสม ทั้งความเครียด กาแฟแก้วบ่าย หน้าจอก่อนนอน และนาฬิกาชีวิตที่ถูกเลื่อนไปมา
การนอนเป็นสิ่งที่เราบังคับไม่ได้ แต่สร้างเงื่อนไขให้มันเกิดขึ้นได้ คืนนี้ลองเริ่มจากเรื่องเดียวก่อนก็พอ อาจเป็นการวางมือถือไว้นอกห้อง หรือลองหายใจ 4-7-8 สัก 4 รอบ แล้วค่อยเพิ่มทีละอย่าง ส่วนใครที่ลองมาหมดแล้วยังไม่ดีขึ้น การไปพบแพทย์ไม่ได้แปลว่าแพ้ แต่คือการเลือกวิธีที่ตรงจุดกว่าเดิม
ถ้าปรับนิสัยการนอนแล้วยังอยากมีตัวช่วยเสริม ลองดู นิวทริไลท์ จูจูบี ไนท์ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากเมล็ดพุทราจีนและกาบา เป็นหนึ่งในตัวเลือก
สั่งซื้อจูจูบี ไนท์บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางการแพทย์ หากนอนไม่หลับเรื้อรังหรือมีอาการผิดปกติตามที่กล่าวไว้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและวางแผนการดูแลที่เหมาะกับตัวเอง
คำถามที่พบบ่อย
นอนไม่หลับทั้งคืน วันรุ่งขึ้นควรทำอย่างไร?
ตื่นเวลาเดิมตามปกติ ไม่นอนชดเชยจนสาย ออกไปรับแดดเช้า ถ้าง่วงมากให้งีบได้ไม่เกิน 20 ถึง 30 นาทีก่อนบ่าย 3 งดกาแฟหลังบ่าย และเลี่ยงการขับรถหรือทำงานกับเครื่องจักรถ้ารู้สึกง่วงจัด คืนถัดไปร่างกายจะง่วงเร็วขึ้นเอง
นับแกะช่วยให้หลับได้จริงไหม?
ได้ผลไม่มากสำหรับคนส่วนใหญ่ เพราะการนับเป็นงานที่น่าเบื่อแต่ไม่ได้ดึงความคิดออกจากเรื่องกังวลได้ดีพอ วิธีที่ได้ผลกว่าคือการหายใจแบบ 4-7-8 การผ่อนคลายกล้ามเนื้อทีละส่วน หรือการนึกภาพสถานที่ที่ทำให้สงบอย่างละเอียด
ฟังเพลงหรือ white noise ช่วยให้หลับได้จริงไหม?
ช่วยได้ในหลายคน โดยเฉพาะคนที่อยู่ในที่มีเสียงรบกวน white noise หรือเสียงพัดลมช่วยกลบเสียงที่ดังเป็นจังหวะ ส่วนเพลงควรเป็นเพลงช้าไม่มีเนื้อร้อง เปิดเบาๆ และตั้งเวลาปิดเอง
เครียดเรื่องงานจนนอนไม่หลับ แก้โดยไม่ใช้ยาได้ไหม?
ได้ ลองเขียนเรื่องที่ค้างในใจลงกระดาษก่อนนอน งดเช็กอีเมลหลังสองทุ่ม และทำกิจวัตรก่อนนอนแบบเดิมทุกคืน ถ้าเป็นต่อเนื่องหลายเดือน CBT-I เป็นการรักษาหลักที่ไม่ใช้ยาและได้ผลระยะยาว
งีบกลางวันทำให้กลางคืนนอนไม่หลับหรือเปล่า?
ทำได้ ถ้างีบนานเกิน 30 นาทีหรืองีบหลังบ่าย 3 เพราะจะลดแรงง่วงที่สะสมไว้สำหรับตอนกลางคืน ถ้าจำเป็นต้องงีบ ให้งีบสั้นๆ ไม่เกิน 20 ถึง 30 นาทีในช่วงต้นบ่าย
นอนไม่หลับกี่วันถึงควรไปหาหมอ?
ถ้านอนไม่หลับอย่างน้อย 3 คืนต่อสัปดาห์ ติดต่อกันนาน 3 เดือน หรือกระทบการทำงานและอารมณ์ชัดเจน ควรไปพบแพทย์ และควรไปเร็วกว่านั้นถ้ามีอาการกรนดังจนหยุดหายใจ ง่วงจนเกือบหลับตอนขับรถ หรือรู้สึกเศร้าต่อเนื่อง
ผู้ใหญ่ควรนอนวันละกี่ชั่วโมง?
ผู้ใหญ่ควรนอนอย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อคืนเป็นประจำ ตามคำแนะนำร่วมของ American Academy of Sleep Medicine และ Sleep Research Society แต่ละคนอาจต้องการต่างกันเล็กน้อย ดูได้จากว่าตื่นมาสดชื่นและไม่ง่วงระหว่างวันหรือไม่
ซื้อยานอนหลับหรือเมลาโทนินมากินเองได้ไหม?
ไม่ควร ยานอนหลับหลายกลุ่มทำให้ดื้อยาและติดยาได้ และมีผลข้างเคียงอย่างง่วงค้างตอนเช้า ส่วนเมลาโทนินในไทยไม่อนุญาตให้ใส่ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ ถ้านอนไม่หลับจนอยากพึ่งยา ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน
ข้อมูลอ้างอิง
ภาพรวม อาการ และเกณฑ์นอนไม่หลับเรื้อรัง: AASM Sleep Education: Insomnia · NHLBI (NIH): Insomnia · NHS: Insomnia · Mayo Clinic: Insomnia · Cleveland Clinic: Insomnia
วงจรการนอนและผลกระทบ: NINDS (NIH): Brain Basics: Understanding Sleep · CDC: About Sleep · Watson NF, et al. J Clin Sleep Med 2015 (Recommended Amount of Sleep)
สาเหตุและวิธีแก้: Drake C, et al. J Clin Sleep Med 2013 (Caffeine 0, 3, 6 hours) · Chang AM, et al. PNAS 2015 (Light-emitting eReaders) · Ebrahim IO, et al. Alcohol Clin Exp Res 2013 (Alcohol and Sleep) · Haghayegh S, et al. Sleep Med Rev 2019 (Warm bath) · Edinger JD, et al. J Clin Sleep Med 2021 (AASM guideline, CBT-I)
อาหารเสริม: NIH Office of Dietary Supplements: Magnesium · คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ: Dietary Supplements Should Be Free of Melatonin · Amway Thailand: นิวทริไลท์ จูจูบี ไนท์








