ลองนึกภาพตอนยืนหน้าชั้นวางครีมกันแดดในร้านเครื่องสำอาง หลอดหนึ่งเขียนตัวโตว่า SPF 50+ PA++++ อีกหลอดบอกว่า Physical Sunscreen อ่อนโยนสำหรับผิวแพ้ง่าย ข้าง ๆ เป็นสเปรย์ที่บอกว่ากันน้ำ 80 นาที แล้วยังมีแบบเจล แบบน้ำนม แบบมีสีปรับผิว สุดท้ายหลายคนก็หยิบหลอดที่เพื่อนบอกต่อ หรือหลอดที่รีวิวในโซเชียลเยอะที่สุด
ปัญหาคือหลอดที่เพื่อนใช้แล้วดี อาจทำให้หน้าเราเยิ้มมันตั้งแต่เที่ยง หรือขึ้นสิวเม็ดเล็ก ๆ เต็มแก้มภายในสัปดาห์เดียว คำถามว่า ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี จึงไม่ได้จบที่ชื่อแบรนด์ แต่อยู่ที่ว่าเราอ่านฉลากเป็นหรือเปล่า บทความนี้เลยชวนมาพลิกหลังหลอดไปพร้อมกัน ดูทีละจุด 5 จุด แล้วค่อยตัดสินใจจ่ายเงิน
ทำไมคำถาม "ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี" ถึงไม่มีคำตอบเดียว
ครีมกันแดดไม่ใช่สินค้าที่ "แพงกว่าแปลว่าดีกว่า" เสมอไป ครีมกันแดดที่ดีคือหลอดที่กันแดดได้ตามค่าที่ระบุ เข้ากับผิวเรา และเราอยากหยิบมาทาทุกวัน เพราะต่อให้ค่า SPF สูงแค่ไหน ถ้าทาแล้วเหนอะหนะจนไม่อยากทาซ้ำ ผิวก็ไม่ได้รับการปกป้องอยู่ดี
ก่อนเริ่มอ่านฉลาก ลองถามตัวเองสั้น ๆ 3 ข้อ วันส่วนใหญ่ของเราอยู่ในออฟฟิศหรือกลางแจ้ง ผิวหน้าเป็นแบบไหน และต้องทาซ้ำทับเมคอัพหรือเปล่า คำตอบ 3 ข้อนี้จะทำให้ตัวเลขและคำศัพท์บนหลอดอ่านง่ายขึ้นทันที
จุดที่ 1: ค่า SPF ตัวเลขที่บอกว่ากัน UVB ได้แค่ไหน
SPF ย่อมาจาก Sun Protection Factor เป็นตัวเลขที่บอกว่าครีมกันแดดช่วยกันรังสี UVB ได้มากแค่ไหน UVB คือรังสีที่ทำให้ผิวแดง แสบ และไหม้แดด ข้อมูลจาก American Academy of Dermatology (AAD) และ Skin Cancer Foundation บอกว่า SPF 30 กรอง UVB ได้ราว 97% ค่าที่สูงกว่านั้นกรองได้เพิ่มขึ้นอีกเพียงเล็กน้อย และไม่มีครีมกันแดดหลอดไหนกันได้ 100% จะเห็นว่าจาก 30 ไป 50 ตัวเลขบนหลอดเพิ่มเยอะ แต่การปกป้องจริงเพิ่มขึ้นไม่มากอย่างที่ตัวเลขทำให้รู้สึก
SPF 30 พอไหม หรือต้อง SPF 50 เท่านั้น
AAD แนะนำให้ใช้ครีมกันแดด SPF 30 ขึ้นไป สำหรับวันทำงานปกติที่ออกแดดแค่ช่วงเดินทาง SPF 30 ถือว่าเพียงพอ แต่ในเมืองไทยที่แดดแรงเกือบทั้งปี หรือวันที่ต้องอยู่กลางแจ้งนาน ๆ อย่างไปทะเล ตีกอล์ฟ หรือเดินเที่ยวทั้งวัน การเลือก SPF 50 ช่วยเผื่อไว้ เพราะ AAD ระบุว่าคนส่วนใหญ่ทาครีมกันแดดแค่ราว 20 ถึง 50% ของปริมาณที่ต้องใช้จริง ค่า SPF ที่สูงขึ้นจึงช่วยชดเชยวันที่เราทาบางกว่าที่ควร
SPF สูงไม่ได้แปลว่าทาซ้ำน้อยลงได้
ความเข้าใจผิดที่เจอบ่อยคือคิดว่า SPF 50 ทาเช้าแล้วอยู่ได้ทั้งวัน ความจริงคือครีมกันแดดทุกค่า SPF เสื่อมลงเมื่อโดนเหงื่อ ความมัน และการเช็ดหน้า จึงต้องทาซ้ำประมาณทุก 2 ชั่วโมงเหมือนกันหมด ตัวเลขที่สูงขึ้นช่วยเรื่องการปกป้อง ไม่ได้ช่วยยืดเวลา
จุดที่ 2: ค่า PA และคำว่า Broad Spectrum เรื่องของ UVA ที่หลายคนมองข้าม
ถ้า UVB คือรังสีที่ทำให้ไหม้ UVA คือรังสีที่ทำงานเงียบกว่า มันลงลึกถึงชั้นผิวด้านใน ทำให้ผิวหมองคล้ำ เกิดริ้วรอย และกระตุ้นฝ้ากระ แถมยังผ่านกระจกหน้าต่างและเมฆได้ด้วย คนที่นั่งริมหน้าต่างออฟฟิศหรือขับรถทุกวันจึงโดน UVA อยู่ตลอดโดยไม่รู้ตัว
PA+ ถึง PA++++ อ่านยังไง
ค่า PA เป็นระบบที่ใช้กันมากในฝั่งเอเชีย บอกระดับการป้องกัน UVA ด้วยจำนวนเครื่องหมายบวก PA+ คือป้องกันได้บ้าง PA++ ปานกลาง PA+++ สูง และ PA++++ คือระดับสูงที่สุด สำหรับคนที่มีฝ้า กระ หรืออยากชะลอริ้วรอย PA+++ ขึ้นไปเป็นขั้นต่ำที่ควรมองหา
Broad Spectrum คืออะไร ต่างจาก PA ยังไง
Broad Spectrum เป็นคำที่ใช้ตามมาตรฐานของสหรัฐฯ หมายถึงครีมกันแดดผ่านการทดสอบว่ากันได้ทั้ง UVA และ UVB ในสัดส่วนที่สมดุล ถ้าเห็นคำนี้คู่กับ SPF 30 ขึ้นไป หรือเห็นค่า PA ระดับสูงบนหลอด ก็มั่นใจได้ว่าหลอดนั้นไม่ได้กันแค่ผิวไหม้ แต่ช่วยดูแลเรื่องผิวหมองคล้ำด้วย
จุดที่ 3: ประเภทสารกันแดด Physical, Chemical หรือ Hybrid
จุดที่ 3 อยู่ในรายชื่อส่วนผสม ซึ่งบอกว่าครีมกันแดดหลอดนั้นใช้สารกันแดดแบบไหน แต่ละแบบเหมาะกับผิวคนละแบบ
| ประเภท | สารที่เห็นบนฉลาก | เหมาะกับใคร | ข้อควรรู้ |
|---|---|---|---|
| Physical / Mineral | Zinc Oxide, Titanium Dioxide | ผิวแพ้ง่าย เด็ก คนที่ระคายเคืองง่าย | บางสูตรทิ้งคราบขาว (White Cast) โดยเฉพาะเนื้อหนา |
| Chemical | Octocrylene, Ethylhexyl Salicylate, Bis-Ethylhexyloxyphenol Methoxyphenyl Triazine ฯลฯ | คนที่อยากได้เนื้อบางเบา ไม่ทิ้งคราบ ทาทับเมคอัพง่าย | บางคนแสบตาหรือระคายเคือง ควรทดสอบก่อนใช้จริง |
| Hybrid | มีทั้งสองกลุ่มในหลอดเดียว | คนที่อยากได้ทั้งความบางเบาและการปกป้องกว้าง | เป็นแบบที่พบมากในครีมกันแดดยุคใหม่ |
AAD แนะนำว่าคนผิวแพ้ง่ายควรเริ่มจากครีมกันแดดที่มี Zinc Oxide หรือ Titanium Dioxide เป็นหลัก เพราะระคายเคืองน้อยกว่า ส่วนใครที่เคยใช้แบบ Mineral แล้วหน้าเทาหรือขาววอก การขยับมาใช้ Hybrid ก็เป็นทางสายกลางที่ดี
จุดที่ 4: กันน้ำกันเหงื่อ ดูตัวเลข 40 หรือ 80 นาทีบนฉลาก
ถ้าบ่อยครั้งเราเหงื่อออกระหว่างวัน ออกกำลังกายกลางแจ้ง หรือกำลังวางแผนไปทะเล จุดที่ 4 สำคัญมาก ฉลากที่น่าเชื่อถือจะระบุชัดว่า Water Resistant 40 นาที หรือ 80 นาที ตามที่ FDA ของสหรัฐฯ กำหนด และจะไม่ใช้คำว่า Waterproof หรือ Sweatproof เพราะไม่มีครีมกันแดดหลอดไหนกันน้ำได้ตลอดไป
ตัวเลข 80 นาทีไม่ได้แปลว่าลงเล่นน้ำได้ทั้งบ่าย พอขึ้นจากน้ำหรือเช็ดตัวแล้วก็ต้องทาซ้ำทันที ใครกำลังจะไปเที่ยวทะเลใกล้กรุงเทพฯ อย่างศรีราชาหรือเกาะลอย อ่านไอเดียที่พักศรีราชาที่ทีม PewPew ไปพักมาประกอบการวางแผนได้ แล้วอย่าลืมพกครีมกันแดดกันน้ำไปด้วย
จุดที่ 5: เนื้อสัมผัสและส่วนผสม เลือกครีมกันแดดให้ตรงกับสภาพผิว
จุดสุดท้ายคือจุดที่ตัดสินว่าเราจะทาครีมกันแดดได้ทุกวันหรือไม่ เพราะครีมกันแดดที่ดีที่สุดคือหลอดที่เราอยากหยิบมาทาจริง ๆ
ผิวมัน
มองหาเนื้อเจล น้ำนม หรือฟลูอิด ที่ระบุว่า Oil-free หรือ Oil Control ทาแล้วซึมเร็ว ไม่เยิ้มระหว่างวัน หลีกเลี่ยงเนื้อครีมหนาที่มีน้ำมันเป็นส่วนผสมหลัก
ผิวเป็นสิวง่าย
ดูคำว่า Non-comedogenic ซึ่งหมายถึงสูตรที่ออกแบบมาให้ไม่อุดตันรูขุมขน และล้างหน้าให้สะอาดทุกคืน เพราะสิวหลังทากันแดดหลายครั้งมาจากการล้างไม่หมด ไม่ใช่จากครีมกันแดดเอง
ผิวแพ้ง่าย
เลือกสูตรที่ไม่มีน้ำหอม ไม่มีแอลกอฮอล์ และเน้นสาร Mineral ก่อนใช้จริงให้ทดสอบที่ข้อพับแขนหรือหลังหู 1 ถึง 2 วัน ถ้าไม่มีอาการแดงหรือคันจึงค่อยทาทั้งหน้า
ผิวแห้ง
เนื้อครีมหรือโลชั่นที่มีกลีเซอรีนหรือไฮยาลูรอนิกช่วยให้ผิวไม่ตึง และใช้แทนมอยส์เจอไรเซอร์ในวันที่รีบได้
อีกเรื่องที่ควรพลิกดูคือเลขที่ใบรับจดแจ้ง 10 หลักจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ครีมกันแดดในไทยจัดเป็นเครื่องสำอาง ต้องมีเลขนี้บนฉลากภาษาไทย ตรวจสอบได้ฟรีผ่านเว็บไซต์หรือแอปของ อย. ถ้าเลขไม่ขึ้นหรือชื่อสินค้าไม่ตรง แม้ราคาถูกแค่ไหนก็ไม่ควรเสี่ยง
| จุดที่เช็ก | ดูอะไรบนฉลาก | ขั้นต่ำที่แนะนำ |
|---|---|---|
| 1. SPF | ตัวเลข SPF | SPF 30 ขึ้นไป วันกลางแจ้งใช้ SPF 50 |
| 2. PA / Broad Spectrum | เครื่องหมาย + หรือคำว่า Broad Spectrum | PA+++ ขึ้นไป |
| 3. ประเภทสารกันแดด | รายชื่อส่วนผสม | ผิวแพ้ง่ายเริ่มจาก Zinc Oxide / Titanium Dioxide |
| 4. กันน้ำกันเหงื่อ | Water Resistant 40 หรือ 80 นาที | เลือก 80 นาทีถ้าไปทะเลหรือออกกำลังกาย |
| 5. เนื้อสัมผัส + เลข อย. | เนื้อครีม คำว่า Non-comedogenic เลขจดแจ้ง 10 หลัก | เนื้อที่เข้ากับผิว และเลขจดแจ้งตรวจสอบได้ |
ครีมกันแดดทาหน้ากับครีมกันแดดทาตัว ใช้หลอดเดียวกันได้ไหม
หลายคนซื้อครีมกันแดดหลอดเดียวแล้วทาทั้งหน้าและตัว ทำได้ถ้าเนื้อสัมผัสไม่ทำให้หน้ามีปัญหา แต่ในความเป็นจริง ผิวหน้าบางกว่า มีต่อมไขมันเยอะกว่า และต้องทาซ้ำทับเมคอัพ ส่วนผิวกายพื้นที่กว้าง ต้องใช้ปริมาณเยอะ และอยากได้เนื้อที่เกลี่ยง่าย ซึมไว ไม่เลอะเสื้อ การแยกหลอดจึงทำให้แต่ละส่วนได้สูตรที่ตรงโจทย์กว่า และไม่ต้องเสียดายเวลาใช้ครีมกันแดดหน้าราคาสูงทาทั้งแขนทั้งขา
ลองอ่านฉลากจริงไปด้วยกัน: ครีมกันแดดทาหน้า
ยกตัวอย่างครีมกันแดดทาหน้าของแอมเวย์ อาร์ทิสทรี สกิน นิวทริชั่น มัลติ-ดีเฟนซ์ ยูวี โพรเท็คท์ เอสพีเอฟ 50+ ขนาด 50 มิลลิลิตร ถ้าเอาเช็กลิสต์ 5 จุดมาไล่ดู จะเห็นว่าระบุ SPF50+ และ PA++++ ชัดเจน ช่วยปกป้องจากรังสียูวี แสงบลูไลท์ รังสีอินฟราเรด และมลภาวะ ส่วนเรื่องกันน้ำกันเหงื่อ แบรนด์ระบุว่าปกป้องขณะว่ายน้ำได้นาน 80 นาที จากผลทดสอบทางคลินิกในอาสาสมัคร 10 คน
ส่วนผสมเด่นคือ Prevent Complex จากอะเซโรลาเชอร์รี ดอกเดซี่ และแบล็กเบอร์รี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เข้ากับคนที่ใช้ชีวิตในเมืองที่มีฝุ่น PM2.5 และควันรถทุกวัน ถ้าอยากดูแลเรื่องฝุ่นในบ้านด้วย อ่านต่อได้ที่เครื่องฟอกอากาศยี่ห้อไหนดี วิธีใช้คือทาเป็นขั้นตอนสุดท้ายของสกินแคร์ ทั่วหน้าและลำคอ เลี่ยงรอบดวงตา และทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมงถ้าอยู่กลางแจ้งนาน
ลองอ่านฉลากจริงไปด้วยกัน: ครีมกันแดดทาตัว
ฝั่งผิวกาย ตัวอย่างคือ จีแอนด์เอช ยูวี โพรเท็คท์ ยูวี ซันสกรีน ขนาด 100 มิลลิลิตร ระบุ SPF 50+ PA++++ กันได้ทั้ง UVA และ UVB เนื้อบางเบา ซึมเร็ว ไม่เหนอะหนะ พอเปิดดูรายชื่อส่วนผสมจะเห็นทั้ง Titanium Dioxide และสารกันแดดกลุ่ม Chemical อย่าง Octocrylene จึงจัดเป็นแบบ Hybrid
ที่น่าสนใจคือมีพรีไบโอติกจากพืชที่ช่วยดูแลสมดุลแบคทีเรียบนผิว ชาเขียวที่ผ่านการรับรองจากนิวทริไลท์ โรสแมรี่ และน้ำจากใบบัวบก ช่วยปลอบประโลมผิว วิธีใช้คือทาก่อนออกแดดประมาณ 15 นาที และทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง ข้อสังเกตตามเช็กลิสต์ข้อ 5 คือสูตรนี้มีน้ำหอม คนที่แพ้น้ำหอมง่ายควรทดสอบที่ท้องแขนก่อน
SPF 50+ PA++++ ทั้งคู่ เลือกตามส่วนที่จะทา หลอดหน้าสำหรับทาเป็นขั้นตอนสุดท้ายของสกินแคร์ หลอดตัวเนื้อบางเบา ซึมเร็ว สำหรับทาแขนขาก่อนออกแดด
ดูครีมกันแดดทาหน้า ดูครีมกันแดดทาตัวซื้อแล้วต้องทาให้ถูก ปริมาณ เวลา และการทาซ้ำ
ต่อให้เลือกหลอดได้ถูกทั้ง 5 จุด ถ้าทาน้อยเกินไป ค่า SPF ที่ได้จริงก็ลดลงตามไปด้วย นี่คือเรื่องที่ควรรู้ก่อนเปิดหลอดแรก
ทาครีมกันแดดเท่าไหร่ถึงพอ
ค่า SPF บนฉลากทดสอบที่ปริมาณ 2 มิลลิกรัมต่อตารางเซนติเมตร สำหรับใบหน้าและลำคอ ประมาณ 1/4 ช้อนชา หรือบีบเป็นเส้นยาวเท่าความยาวนิ้วชี้และนิ้วกลาง 2 นิ้ว ส่วนทั้งตัว AAD แนะนำราว 1 ออนซ์ หรือประมาณปริมาณที่เต็มแก้วช็อตเล็ก ๆ หนึ่งแก้ว
ทาก่อนออกแดดและทาซ้ำเมื่อไหร่
ทาก่อนออกจากบ้านประมาณ 15 นาที และทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง หรือทันทีหลังว่ายน้ำ เหงื่อออกมาก หรือเช็ดหน้า วันที่แต่งหน้าอยู่ อาจใช้สเปรย์หรือคุชชันกันแดดทาซ้ำทับได้ แต่ควรใช้ครีมกันแดดเนื้อปกติเป็นชั้นแรกในตอนเช้าเสมอ
จุดที่คนชอบลืมทา
ใบหู ลำคอด้านหลัง หลังมือ หลังเท้า และแนวไรผม เป็นจุดที่ไหม้แดดบ่อยแต่ไม่ค่อยมีใครทา โดยเฉพาะวันเดินเที่ยวนาน ๆ
ใครชอบเดินเที่ยวกลางเมืองอย่างย่านเจริญกรุง ตลาดน้อย ลองอ่านทริกเที่ยวถนนทรงวาดไว้วางแผนวันเดินเล่น แล้วพกครีมกันแดดหลอดเล็กติดกระเป๋าไว้ทาซ้ำตอนบ่าย
อีกเรื่องที่ควรรู้คือการกินวิตามินไม่ได้ทดแทนครีมกันแดด สารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซีช่วยดูแลผิวจากภายใน แต่ไม่ได้กันรังสียูวี ถ้าสนใจเรื่องนี้ อ่านต่อได้ที่วิตามินซียี่ห้อไหนดี ซึ่งพูดถึงการอ่านฉลากเหมือนกัน
สรุป
คำถามว่าครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี ไม่มีชื่อแบรนด์ไหนตอบได้แทนผิวของเรา แต่มีเช็กลิสต์ที่ใช้ได้กับทุกหลอด เริ่มจาก SPF 30 ขึ้นไป ค่า PA+++ หรือ Broad Spectrum เลือกประเภทสารกันแดดให้เข้ากับผิว ดูตัวเลขกันน้ำให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ แล้วปิดท้ายด้วยเนื้อสัมผัสที่เราอยากทาทุกวัน พร้อมเลขจดแจ้ง อย. ที่ตรวจสอบได้
ครั้งหน้าที่ยืนหน้าชั้นวาง ลองพลิกหลอดไปดูด้านหลังก่อนดูป้ายราคา แค่ 5 จุดนี้ก็พอให้รู้แล้วว่าหลอดไหนใช่สำหรับเรา และอย่าลืมว่าครีมกันแดดหลอดที่ดีที่สุด คือหลอดที่ทาในปริมาณพอและทาซ้ำจริง
ถ้าเช็ก 5 จุดแล้วอยากได้ครีมกันแดด SPF 50+ PA++++ แยกหน้าและตัว ลองดูอาร์ทิสทรี มัลติ-ดีเฟนซ์ ยูวี โพรเท็คท์ สำหรับผิวหน้า และจีแอนด์เอช ยูวี โพรเท็คท์ สำหรับผิวกาย เป็นหนึ่งในตัวเลือก
สั่งซื้อกันแดดทาหน้า สั่งซื้อกันแดดทาตัวบทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลผิว ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ หากมีผื่นแพ้ ผิวอักเสบ หรือต้องใช้กับเด็กเล็ก ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังก่อนเลือกครีมกันแดด
คำถามที่พบบ่อย
ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี เลือกยังไงไม่ให้เสียเงินฟรี?
ครีมกันแดดที่ดีคือหลอดที่ฉลากบอกข้อมูลครบและเข้ากับผิวของเรา ให้เช็ก 5 จุด ได้แก่ ค่า SPF 30 ขึ้นไป ค่า PA+++ ขึ้นไปหรือคำว่า Broad Spectrum ประเภทสารกันแดด (Physical, Chemical หรือ Hybrid) ระดับกันน้ำ 40 หรือ 80 นาที และเนื้อสัมผัสที่เหมาะกับสภาพผิว พร้อมเลขที่ใบรับจดแจ้ง อย. 10 หลักที่ตรวจสอบได้ ชื่อแบรนด์หรือราคาไม่ได้บอกว่าหลอดนั้นเหมาะกับเราเสมอไป
SPF 30 กับ SPF 50 ต่างกันแค่ไหน?
SPF 30 กรองรังสี UVB ได้ประมาณ 97% ตามข้อมูลของ American Academy of Dermatology ส่วน SPF 50 กรองได้มากขึ้นอีกเพียงเล็กน้อย และไม่มีครีมกันแดดไหนกันได้ 100% สำหรับวันทำงานปกติ SPF 30 เพียงพอ แต่ถ้าอยู่กลางแจ้งนาน มีฝ้ากระ หรือรู้ตัวว่ามักทาบางกว่าที่ควร SPF 50 จะช่วยเผื่อการปกป้องไว้ ทั้งสองค่าต้องทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมงเหมือนกัน
PA++++ คืออะไร จำเป็นไหม?
PA คือค่าการป้องกันรังสี UVA ที่ใช้กันมากในเอเชีย ยิ่งมีเครื่องหมายบวกมากยิ่งป้องกันได้มาก PA++++ คือระดับสูงสุด UVA เป็นสาเหตุหลักของผิวหมองคล้ำ ริ้วรอย และฝ้า และผ่านกระจกได้ คนที่ทำงานริมหน้าต่าง ขับรถบ่อย หรือมีฝ้า ควรเลือก PA+++ ขึ้นไป ส่วน PA++++ เหมาะกับคนที่อยู่กลางแจ้งนานหรือต้องการดูแลฝ้าเป็นพิเศษ
ครีมกันแดด Physical กับ Chemical แบบไหนดีกว่า?
ไม่มีแบบไหนดีกว่ากันในทุกกรณี Physical หรือ Mineral ใช้ Zinc Oxide และ Titanium Dioxide ระคายเคืองน้อย เหมาะกับผิวแพ้ง่ายและเด็ก แต่บางสูตรทิ้งคราบขาว Chemical เนื้อบางเบา ไม่ทิ้งคราบ ทาทับเมคอัพง่าย แต่บางคนระคายเคือง ส่วน Hybrid ผสมทั้งสองแบบเพื่อให้ได้ทั้งความบางเบาและการปกป้องกว้าง ให้เลือกตามผิวของตัวเอง
ครีมกันแดดทาหน้ากับทาตัวใช้แทนกันได้ไหม?
ใช้แทนกันได้ในกรณีจำเป็น แต่แยกกันจะดีกว่า ครีมกันแดดทาหน้ามักออกแบบให้บางเบา ไม่อุดตัน และทาทับเมคอัพได้ ส่วนครีมกันแดดทาตัวออกแบบให้เกลี่ยง่ายบนพื้นที่กว้าง ซึมไว ไม่เลอะเสื้อ และมีขนาดใหญ่กว่า การใช้ครีมกันแดดทาตัวที่เนื้อหนักบนหน้าอาจทำให้เกิดสิวหรือหน้ามัน
ทาครีมกันแดดปริมาณเท่าไหร่ถึงจะได้ SPF ตามฉลาก?
ค่า SPF ทดสอบที่ 2 มิลลิกรัมต่อตารางเซนติเมตร สำหรับใบหน้าและลำคอประมาณ 1/4 ช้อนชา หรือบีบเป็นเส้นยาว 2 นิ้ว (นิ้วชี้และนิ้วกลาง) ส่วนทั้งตัวในผู้ใหญ่ American Academy of Dermatology แนะนำประมาณ 1 ออนซ์ หรือราวแก้วช็อตเล็กหนึ่งแก้ว ถ้าทาน้อยกว่านี้ ค่าการปกป้องจริงจะต่ำกว่าตัวเลขบนฉลาก
ต้องทาครีมกันแดดซ้ำบ่อยแค่ไหน?
ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมงเมื่ออยู่กลางแดด และทาซ้ำทันทีหลังว่ายน้ำ เหงื่อออกมาก หรือเช็ดหน้าเช็ดตัว แม้จะเป็นสูตรกันน้ำ 80 นาทีก็ตาม วันที่อยู่ในออฟฟิศเกือบทั้งวัน อย่างน้อยควรทาซ้ำก่อนออกไปข้างนอกช่วงพักเที่ยงหรือตอนเดินทางกลับบ้าน
อยู่ในบ้านหรือในออฟฟิศต้องทาครีมกันแดดไหม?
ควรทา โดยเฉพาะถ้านั่งใกล้หน้าต่าง เพราะรังสี UVA ผ่านกระจกได้ และเป็นสาเหตุของผิวหมองคล้ำและริ้วรอย ถ้าอยู่ในห้องที่ไม่มีหน้าต่างและไม่ออกไปข้างนอกเลย ความจำเป็นจะลดลง แต่การทาครีมกันแดดเป็นขั้นตอนสุดท้ายของสกินแคร์ตอนเช้าทุกวันช่วยให้ไม่ลืมในวันที่ต้องออกแดด
วันฟ้าครึ้มหรือฝนตกต้องทาครีมกันแดดไหม?
ต้องทา เพราะรังสียูวีผ่านเมฆได้ วันที่ฟ้าครึ้มแม้ไม่รู้สึกร้อน ผิวก็ยังได้รับรังสียูวี ควรเช็กดัชนียูวี (UV Index) ประกอบ ตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก เมื่อค่าดัชนียูวีอยู่ที่ 3 ขึ้นไป ผิวมีความเสี่ยงถูกทำร้ายเพิ่มขึ้นและควรป้องกันผิว
ทาครีมกันแดดแล้วเป็นสิว ต้องทำยังไง?
เริ่มจากเปลี่ยนเป็นสูตรที่ระบุว่า Non-comedogenic หรือ Oil-free เนื้อเจลหรือฟลูอิด และล้างหน้าให้สะอาดทุกคืน ถ้าใช้สูตรกันน้ำหรือทาหลายชั้น ควรล้างด้วยคลีนซิ่งก่อนแล้วตามด้วยโฟมล้างหน้า ถ้ายังมีสิวอักเสบต่อเนื่อง ควรหยุดใช้และปรึกษาแพทย์ผิวหนัง
รองพื้นหรือแป้งที่มี SPF ใช้แทนครีมกันแดดได้ไหม?
ใช้แทนไม่ได้ เพราะปกติเราทารองพื้นหรือแป้งบางกว่าปริมาณที่ใช้ทดสอบ SPF มาก ค่าการปกป้องจริงจึงต่ำกว่าบนฉลาก ควรทาครีมกันแดดเป็นชั้นแรกในปริมาณที่ถูกต้อง แล้วใช้เครื่องสำอางที่มี SPF เป็นตัวเสริม และไม่ควรผสมครีมกันแดดกับรองพื้นเพราะจะทำให้ชั้นกันแดดเจือจาง
เด็กเล็กใช้ครีมกันแดดได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่?
องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) แนะนำว่าเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือนควรหลีกเลี่ยงแสงแดด ใช้ร่มเงา เสื้อผ้า และหมวกแทน และควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ครีมกันแดด เมื่ออายุ 6 เดือนขึ้นไป ให้เลือกสูตร Mineral ที่มี Zinc Oxide หรือ Titanium Dioxide ไม่มีน้ำหอม และทดสอบบนผิวเล็กน้อยก่อน
ครีมกันแดดมีวันหมดอายุไหม?
มี FDA กำหนดให้ครีมกันแดดคงประสิทธิภาพได้อย่างน้อย 3 ปีถ้าไม่มีวันหมดอายุระบุไว้ ถ้ามีวันหมดอายุบนฉลากให้ยึดตามนั้น และควรทิ้งเมื่อเนื้อครีมแยกชั้น สีหรือกลิ่นเปลี่ยน การเก็บไว้ในรถที่ร้อนจัดหรือตากแดดนาน ๆ ทำให้เสื่อมเร็วขึ้น
ครีมกันแดดของแอมเวย์มีรุ่นไหนบ้าง ทาหน้ากับทาตัวต่างกันยังไง?
ตัวอย่างในบทความนี้มี 2 รุ่น รุ่นทาหน้าคือ อาร์ทิสทรี สกิน นิวทริชั่น มัลติ-ดีเฟนซ์ ยูวี โพรเท็คท์ เอสพีเอฟ 50+ ขนาด 50 มิลลิลิตร ค่า SPF50+ PA++++ ช่วยปกป้องจากยูวี แสงบลูไลท์ อินฟราเรด และมลภาวะ ทาเป็นขั้นตอนสุดท้ายของสกินแคร์ ส่วนรุ่นทาตัวคือ จีแอนด์เอช ยูวี โพรเท็คท์ ยูวี ซันสกรีน ขนาด 100 มิลลิลิตร ค่า SPF 50+ PA++++ เนื้อบางเบา ซึมเร็ว ไม่เหนอะหนะ มีพรีไบโอติก ชาเขียว และใบบัวบก ทาก่อนออกแดด 15 นาที ทั้งสองรุ่นควรทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง
ข้อมูลอ้างอิง
วิธีเลือกครีมกันแดด SPF 30 และ Broad Spectrum: American Academy of Dermatology, How to select a sunscreen · ปริมาณ 1 ออนซ์และทาก่อนออกแดด 15 นาที: AAD, How to apply sunscreen · SPF 30 กรอง 97% ปริมาณที่คนทาจริง และอายุครีมกันแดด 3 ปี: AAD, Sunscreen FAQs · Water Resistant 40/80 นาที และเด็กต่ำกว่า 6 เดือน: U.S. FDA, Sunscreen: How to Help Protect Your Skin from the Sun · ค่า SPF: Skin Cancer Foundation, Does a High SPF Protect My Skin Better? และ All About Sunscreen · ดัชนียูวี: World Health Organization, The ultraviolet (UV) index · ตรวจสอบเลขจดแจ้งเครื่องสำอาง: Oryor.com สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา · ข้อมูลผลิตภัณฑ์: Amway Thailand, อาร์ทิสทรี มัลติ-ดีเฟนซ์ ยูวี โพรเท็คท์ SPF50+ และ จีแอนด์เอช ยูวี โพรเท็คท์ ยูวี ซันสกรีน







